ปวดหัวเป็นอาการที่คนไทยเผชิญบ่อยที่สุดอาการหนึ่ง องค์การอนามัยโลกระบุว่าเกือบ 50% ของผู้ใหญ่ทั่วโลก เคยปวดหัวอย่างน้อยหนึ่งครั้งในรอบปีที่ผ่านมา แต่น้อยคนนักที่รู้ว่าปวดหัวมีมากกว่า 150 ประเภท และแต่ละประเภทมีสาเหตุ กลไก และวิธีรักษาที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง การกินยาแก้ปวดทุกครั้งที่ปวดหัวโดยไม่รู้ประเภทไม่เพียงแต่ไม่ได้ผล แต่ยังอาจทำให้อาการแย่ลงในระยะยาว บทความนี้จะช่วยให้เข้าใจความแตกต่างระหว่างปวดหัวแต่ละประเภท กลไกการเกิด สัญญาณอันตราย และแนวทางการรักษาที่ถูกต้อง
ปวดหัวคืออะไร? Primary vs Secondary Headache
ปวดหัว (Headache) ในทางการแพทย์แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ซึ่งมีความสำคัญในการรักษาอย่างมาก โดยรวมแล้ว Primary headache คิดเป็นกว่า 90% ของปวดหัวทั้งหมด ส่วน Secondary headache คิดเป็นน้อยกว่า 10% แต่มีอันตรายสูงกว่ามาก
Primary Headache — ปวดหัวที่เป็นโรคในตัวเอง ไม่ได้เกิดจากโรคอื่นเป็นสาเหตุ แต่เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทและหลอดเลือดในสมองโดยตรง กลุ่มนี้คือปวดหัวที่พบมากที่สุดในชีวิตประจำวัน ได้แก่ Tension-type headache, Migraine และ Cluster headache
Secondary Headache — ปวดหัวที่เป็นอาการของโรคอื่น เกิดจากสภาวะทางการแพทย์อื่นที่กระตุ้นให้ปวดหัว เช่น ความดันโลหิตสูง การติดเชื้อ เนื้องอก หรือเลือดออกในสมอง กลุ่มนี้พบน้อยกว่าแต่อันตรายกว่ามาก และต้องการการวินิจฉัยและรักษาต้นเหตุโดยตรง
การแยกให้ออกว่าปวดหัวอยู่ในกลุ่มไหนคือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการรับมือกับอาการนี้
4 ประเภทปวดหัวที่พบบ่อยและต้องรู้จัก
1. Tension-Type Headache — ปวดตึงรอบศีรษะ
พบบ่อยแค่ไหน: เป็นปวดหัวประเภทที่พบมากที่สุด คิดเป็น 70–80% ของปวดหัวทั้งหมด
ลักษณะอาการ:
- รู้สึกเหมือนมีอะไรรัดหรือกดรอบศีรษะ คล้ายสวมหมวกที่คับเกินไป
- ปวดทั้งสองข้าง ไม่ใช่ข้างเดียว
- ความรุนแรงอยู่ในระดับเบาถึงปานกลาง
- ไม่มีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย
- อาจปวดนาน 30 นาทีถึงหลายชั่วโมง
กลไกการเกิด: เกิดจากความตึงตัวของกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอ บ่า และหนังศีรษะ ซึ่งส่งสัญญาณปวดผ่านเส้นประสาท Trigeminal ความเครียด การนั่งผิดท่า หน้าจอคอมพิวเตอร์นาน และการนอนหลับไม่เพียงพอเป็นตัวกระตุ้นหลัก
วิธีรับมือเบื้องต้น: ยาแก้ปวด NSAIDs เช่น ibuprofen หรือ paracetamol ประคบอุ่นบริเวณต้นคอ และพักผ่อน มักตอบสนองดีต่อการรักษา
2. Migraine — ไมเกรน ปวดตุบๆ ข้างเดียว
พบบ่อยแค่ไหน: พบใน 12–15% ของประชากร พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 3 เท่า
ลักษณะอาการ:
- ปวดข้างเดียวของศีรษะ มีลักษณะตุบๆ ตามชีพจร
- ความรุนแรงปานกลางถึงรุนแรง ขัดขวางการทำกิจวัตร
- มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือทั้งสองอย่าง
- ไวต่อแสงและเสียง (อยากอยู่ในที่มืดเงียบ)
- อาจมี Aura นำหน้า ได้แก่ เห็นแสงวาบ จุดบอด หรือชาตามมือและใบหน้า ก่อนปวด 20–60 นาที
- อาการปวดอยู่นาน 4–72 ชั่วโมงหากไม่ได้รับการรักษา
กลไกการเกิด: ไมเกรนเกิดจากการที่คลื่นไฟฟ้าในสมองแพร่กระจายผิดปกติ (Cortical Spreading Depression) ทำให้เส้นเลือดในสมองขยายตัวและกระตุ้นการอักเสบของเส้นประสาท Trigeminal พันธุกรรมมีบทบาทสำคัญ โดยพบว่าผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นไมเกรนมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป 2–3 เท่า
ตัวกระตุ้นที่พบบ่อย: ความเครียด นอนไม่หลับหรือนอนมากเกินไป ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง (ในผู้หญิง) อาหารบางชนิด เช่น ช็อกโกแลต ไวน์แดง ชีส และแสงจ้าหรือเสียงดัง
3. Cluster Headache — ปวดรุนแรงข้างเดียวซ้ำๆ
พบบ่อยแค่ไหน: พบน้อยที่สุดในสามกลุ่ม ประมาณ 0.1–0.4% ของประชากร แต่ถือเป็นปวดหัวที่รุนแรงที่สุดชนิดหนึ่งที่มนุษย์รู้จัก บางครั้งเรียกว่า "suicide headache"
ลักษณะอาการ:
- ปวดรุนแรงมากบริเวณรอบดวงตาหรือขมับข้างใดข้างหนึ่ง
- ปวดนาน 15 นาที ถึง 3 ชั่วโมงต่อครั้ง
- เกิดซ้ำในเวลาเดิมทุกวัน อาจวันละ 1–8 ครั้ง ติดต่อกันเป็นสัปดาห์หรือเดือน ("cluster period")
- มีอาการร่วมข้างเดียวกับที่ปวด เช่น ตาแดง น้ำตาไหล จมูกคัดหรือน้ำมูกไหล หนังตาตก
- ผู้ป่วยมักอยู่ไม่นิ่ง กระวนกระวาย ต่างจากไมเกรนที่ต้องการนอนพัก
กลไกการเกิด: เชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติของ Hypothalamus ซึ่งเป็นนาฬิกาชีวภาพของร่างกาย ทำให้กระตุ้นการทำงานของระบบประสาท Autonomic และเส้นประสาท Trigeminal อย่างรุนแรงและเป็นรูปแบบ พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง 3–4 เท่า
4. Secondary Headache — ปวดหัวจากโรคอื่น
กลุ่มนี้เกิดจากสภาวะทางการแพทย์ที่หลากหลาย ตัวอย่างที่พบบ่อย ได้แก่:
| สาเหตุ | ลักษณะปวดหัว |
|---|---|
| ความดันโลหิตสูงวิกฤต | ปวดท้ายทอย มักเป็นตอนเช้า |
| ไซนัสอักเสบ | ปวดรอบดวงตา โหนกแก้ม มากขึ้นเมื่อก้มหน้า |
| เยื่อหุ้มสมองอักเสบ | ปวดรุนแรงมาก มีไข้ คอแข็ง |
| เนื้องอกสมอง | ปวดมากขึ้นเรื่อยๆ มักแย่ลงตอนเช้าหรือเมื่อไอ |
| เลือดออกในสมอง | ปวดรุนแรงที่สุดในชีวิต เกิดทันที |
| ยาเกินขนาด (MOH) | ปวดทุกวัน เกิดจากใช้ยาแก้ปวดบ่อยเกินไป |
กรณีศึกษา — เมื่อปวดหัวถูกวินิจฉัยผิด
กรณีที่ 1: ไมเกรนที่กลายเป็น MOH ผู้หญิงอายุ 35 ปี ปวดหัวข้างเดียวมานาน 5 ปี กินยาแก้ปวดทั่วไปทุกครั้งที่มีอาการ เฉลี่ยสัปดาห์ละ 3–4 ครั้ง หลังผ่านไป 2 ปี พบว่าปวดหัวทุกวันและยาเริ่มไม่ได้ผล แพทย์วินิจฉัยว่าเกิด Medication Overuse Headache (MOH) ซ้อนทับกับไมเกรนเดิม ต้องหยุดยาแก้ปวดทั้งหมดชั่วคราวและเริ่มยาป้องกันไมเกรนแทน กว่าจะกลับสู่ภาวะปกติใช้เวลาเกือบ 3 เดือน
กรณีที่ 2: Cluster headache ที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นไซนัสอักเสบ ผู้ชายอายุ 42 ปี ปวดหัวรุนแรงข้างขวาพร้อมน้ำมูกไหลและตาแดงทุกคืนตี 2 ติดต่อกัน 6 สัปดาห์ แพทย์ทั่วไปวินิจฉัยว่าเป็นไซนัสอักเสบและให้ยาปฏิชีวนะ แต่อาการไม่ดีขึ้น จนได้รับการส่งต่อไปยังแพทย์ระบบประสาทและได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องว่าเป็น Cluster headache ทั้งสองกรณีนี้แสดงให้เห็นว่าการรู้จักประเภทของปวดหัวตั้งแต่ต้นช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการรักษาได้มาก
อาการที่บอกความเสี่ยง
การสังเกต "pattern" ของปวดหัวช่วยแยกประเภทได้โดยไม่ต้องรอพบแพทย์:
ถามตัวเองว่า:
- ปวดกี่ข้าง? (สองข้าง = มักเป็น Tension / ข้างเดียว = ไมเกรนหรือ Cluster)
- ปวดนานแค่ไหน? (ไม่กี่ชั่วโมง = ไมเกรน / ทั้งวัน = Tension / ไม่ถึงชั่วโมงแต่รุนแรงมาก = Cluster)
- มีอาการนำหน้าไหม? (Aura = ไมเกรน)
- มีอาการร่วมอะไร? (คลื่นไส้ = ไมเกรน / ตาแดงน้ำตาไหล = Cluster / ไข้คอแข็ง = Secondary)
- ปวดหัวตอนไหนของวัน? (ตอนเช้าเสมอ = อาจเป็น Secondary จากความดันหรือเนื้องอก)
- เกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน? (ทุกวัน = อาจเป็น MOH หรือ Chronic daily headache)
สัญญาณอันตราย — ต้องรีบพบแพทย์ทันที
หากปวดหัวมาพร้อมกับสัญญาณเหล่านี้ ให้โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินทันที อย่ารอจนถึงเช้า:
- "Thunderclap headache" — ปวดหัวรุนแรงที่สุดในชีวิตและเกิดขึ้นทันที ภายในไม่กี่วินาที อาจเป็นสัญญาณของเลือดออกในสมอง (Subarachnoid hemorrhage)
- ปวดหัวพร้อมไข้สูง คอแข็ง และผื่น — อาจเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
- ปวดหัวพร้อมแขนขาอ่อนแรง พูดไม่ออก หรือปากเบี้ยว — อาจเป็นโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)
- ปวดหัวหลังได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ
- ปวดหัวมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
- ปวดหัวในผู้ที่มีประวัติมะเร็งหรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง
- ปวดหัวพร้อมตาพร่า มองเห็นภาพซ้อน หรือรูม่านตาขนาดไม่เท่ากัน
อย่ารอ — สัญญาณเหล่านี้ต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างเร่งด่วน
วิธีรักษาและป้องกัน
การรักษาตามประเภท
Tension-type headache:
- ยาแก้ปวด paracetamol หรือ NSAIDs (ibuprofen, naproxen)
- ประคบอุ่นหรือเย็นบริเวณต้นคอและบ่า
- การยืดกล้ามเนื้อและจัดท่าทางการนั่ง
- ลดความเครียด นอนหลับให้เพียงพอ
Migraine:
- ยา Triptans (เช่น sumatriptan) ซึ่งออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อกลไกไมเกรน มีประสิทธิภาพสูงกว่ายาแก้ปวดทั่วไป
- ยากลุ่ม CGRP antagonists ซึ่งเป็นกลุ่มยาใหม่สำหรับผู้ที่มีไมเกรนบ่อย
- หลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นที่รู้จัก
- ยาป้องกัน (Prophylactic) เช่น beta-blocker หรือ topiramate สำหรับผู้ที่ปวดมากกว่า 4 ครั้งต่อเดือน
Cluster headache:
- ออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% (High-flow oxygen) มีประสิทธิภาพสูงในการระงับอาการเฉียบพลัน
- Sumatriptan ฉีดใต้ผิวหนัง
- Verapamil เป็นยาป้องกันมาตรฐาน
- ต้องได้รับการดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
การป้องกันปวดหัวในระยะยาว
- นอนหลับสม่ำเสมอ — เข้านอนและตื่นเวลาเดิมทุกวัน แม้วันหยุด
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ — ภาวะขาดน้ำแม้เพียงเล็กน้อยกระตุ้นปวดหัวได้
- จำกัดคาเฟอีน — ดื่มได้แต่อย่าเปลี่ยนแปลงปริมาณกะทันหัน
- บันทึก Headache Diary — จดวันที่ ความรุนแรง ระยะเวลา และตัวกระตุ้น ช่วยแพทย์วินิจฉัยได้แม่นยำขึ้น
- ระวังการใช้ยาแก้ปวดเกิน 10–15 วันต่อเดือน — เพราะนำไปสู่ Medication Overuse Headache (MOH) ได้
สรุป
- ปวดหัวมีมากกว่า 150 ประเภท แบ่งใหญ่ได้เป็น Primary (ตัวโรคเอง) และ Secondary (อาการของโรคอื่น)
- Tension-type headache เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด ปวดรอบศีรษะเหมือนถูกรัด เกิดจากกล้ามเนื้อตึง
- Migraine ปวดตุบๆ ข้างเดียว อาจมี Aura นำหน้า ต้องการยาเฉพาะ ไม่ใช่แค่ยาแก้ปวดทั่วไป
- Cluster headache รุนแรงที่สุด ปวดรอบดวงตาข้างเดียว เกิดซ้ำเป็นช่วง ต้องพบแพทย์เฉพาะทาง
- สัญญาณอันตราย เช่น ปวดหัวรุนแรงที่สุดในชีวิตเกิดทันที ปวดพร้อมไข้คอแข็ง หรือปวดพร้อมอาการ Stroke ต้องรีบไปห้องฉุกเฉินทันที
- การบันทึก Headache Diary และหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นคือการป้องกันปวดหัวที่ดีที่สุดในระยะยาว
FAQ — คำถามที่พบบ่อย
Q: ปวดหัวบ่อยทุกวันเกิดจากอะไร?
A: ปวดหัวทุกวันหรือมากกว่า 15 วันต่อเดือน เรียกว่า Chronic Daily Headache สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ Medication Overuse Headache (MOH) จากการใช้ยาแก้ปวดเกินขนาด สาเหตุอื่นได้แก่ความเครียดเรื้อรัง ภาวะซึมเศร้า และความดันโลหิตสูง ควรพบแพทย์เพื่อประเมิน
Q: ปวดหัวไมเกรนกินยาแก้ปวดธรรมดาได้ไหม?
A: ได้ผลบ้างในกรณีที่อาการไม่รุนแรง แต่ยาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับไมเกรนคือกลุ่ม Triptans ซึ่งออกฤทธิ์ตรงกลไกของโรค หากกินยาแก้ปวดทั่วไปบ่อยเกินไปยังเสี่ยงต่อ MOH อีกด้วย
Q: ปวดหัวตื่นนอนทุกเช้าอันตรายไหม?
A: ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะปวดหัวที่แย่ที่สุดในตอนเช้าหรือตอนกลางคืนปลุกให้ตื่น อาจเป็นสัญญาณของความดันในกะโหลกศีรษะสูง หรือความดันโลหิตสูงวิกฤต ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ
Q: ปวดหัวกับปวดหัวข้างเดียวต่างกันอย่างไร?
A: ปวดหัวข้างเดียวเป็นลักษณะเฉพาะของไมเกรนและ Cluster headache ในขณะที่ Tension-type headache มักปวดสองข้าง อย่างไรก็ตาม ไมเกรนบางรายอาจปวดสองข้างได้ ต้องดูอาการร่วมอื่นเพื่อแยกประเภทให้ชัดเจน
Q: ปวดหัวกินพาราได้ไหม?
A: กินได้สำหรับ Tension-type headache และอาการเบาๆ แต่ควรใช้ไม่เกิน 10–15 วันต่อเดือน เพราะการใช้บ่อยเกินไปทำให้เกิด Medication Overuse Headache ซึ่งทำให้ปวดหัวบ่อยและรุนแรงขึ้นในระยะยาว
Q: Cluster headache รักษาหายขาดได้ไหม?
A: ยังไม่มีการรักษาที่หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการได้ดีด้วยยาป้องกัน เช่น Verapamil และยาระงับอาการเฉียบพลันเช่นออกซิเจนบริสุทธิ์ ผู้ป่วยหลายรายมีช่วงหายปวดนานหลายปีระหว่าง cluster period
References
ข้อมูลในบทความนี้อ้างอิงจากแหล่งทางการแพทย์ที่เชื่อถือได้ ได้แก่
องค์กรสุขภาพระดับสากล
- World Health Organization. (2023). Headache disorders. who.int
- International Headache Society. (2018). The International Classification of Headache Disorders, 3rd edition. Cephalalgia. ichd-3.org
- Stovner, L.J. et al. (2022). The global prevalence of headache: an update. Journal of Headache and Pain. thejournalofheadacheandpain.biomedcentral.com
- Mayo Clinic Staff. (2024). Headache: Symptoms and causes. mayoclinic.org
- National Institute of Neurological Disorders and Stroke. (2023). Headache: Hope through research. ninds.nih.gov
หน่วยงานสาธารณสุขในประเทศไทย
- กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการรักษาปวดศีรษะ. dms.go.th






