ไมเกรนไม่ใช่แค่ปวดหัวธรรมดา แต่เป็นโรคระบบประสาทเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างมีนัยสำคัญ องค์การอนามัยโลกจัดให้ไมเกรนอยู่ใน 10 โรคที่ทำให้ผู้คนสูญเสียความสามารถในการดำเนินชีวิตมากที่สุด พบในประชากรโลกประมาณ 1 ใน 7 คน และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 3 เท่า บทความนี้ครอบคลุมทุกสิ่งที่คนเป็นไมเกรนต้องรู้ ตั้งแต่ 4 ระยะของโรค ตัวกระตุ้น วิธีรับมือตอนปวด ไปจนถึงการป้องกันระยะยาว
ไมเกรนคืออะไร ต่างจากปวดหัวทั่วไปอย่างไร?
ไมเกรน (Migraine) คือโรคทางระบบประสาทที่ทำให้เกิดปวดหัวรุนแรงซ้ำๆ มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากปวดหัวทั่วไปอย่างชัดเจน
ความแตกต่างหลักระหว่างไมเกรนและปวดหัวธรรมดา:
| ลักษณะ | ปวดหัวทั่วไป (Tension) | ไมเกรน |
|---|---|---|
| ตำแหน่ง | ทั้งสองข้าง | มักข้างเดียว |
| ลักษณะ | รัดตึง กดทับ | ตุบๆ ตามชีพจร |
| ความรุนแรง | เบาถึงปานกลาง | ปานกลางถึงรุนแรง |
| อาการร่วม | ไม่มีหรือน้อยมาก | คลื่นไส้ ไวแสง ไวเสียง |
| ระยะเวลา | ชั่วโมงเดียว | 4–72 ชั่วโมง |
| การทำกิจวัตร | ทำได้ตามปกติ | ขัดขวางอย่างมาก |
ไมเกรนเกิดจากความผิดปกติของสัญญาณไฟฟ้าในสมองที่แพร่กระจายผิดปกติ (Cortical Spreading Depression) ทำให้เส้นเลือดในสมองขยายตัวและกระตุ้นการอักเสบของเส้นประสาท Trigeminal ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่รับความรู้สึกบริเวณใบหน้าและศีรษะ
4 ระยะของไมเกรนที่ต้องรู้จัก
ไมเกรนไม่ได้เริ่มและจบที่ความปวดเท่านั้น แต่มีวงจรครบ 4 ระยะที่เกิดขึ้นก่อน ระหว่าง และหลังการปวด
ระยะที่ 1: Prodrome — สัญญาณเตือนล่วงหน้า
เกิดขึ้น 1–2 วันก่อนปวด ร่างกายส่งสัญญาณเตือนซึ่งหลายคนมองข้าม อาการที่พบบ่อย ได้แก่:
- อยากอาหารผิดปกติ โดยเฉพาะของหวานหรืออาหารเค็ม
- อารมณ์เปลี่ยนแปลง หงุดหงิดง่าย หรือรู้สึกตื่นเต้นผิดปกติ
- คอและไหล่ตึง
- หาวบ่อยผิดปกติ
- ตาไวต่อแสงมากกว่าเดิม
การจับสัญญาณ Prodrome ได้เร็วช่วยให้กินยาได้ก่อนที่ความปวดจะเริ่มขึ้น ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่ามาก
ระยะที่ 2: Aura — อาการประสาทก่อนปวด
เกิดขึ้นใน ไมเกรนประมาณ 25–30% ของผู้ป่วย เกิดขึ้น 20–60 นาทีก่อนปวด และหายไปเองเมื่อความปวดเริ่ม อาการ Aura ที่พบบ่อย:
- เห็นแสงวาบ เส้นซิกแซก หรือจุดบอดในลานสายตา
- ชาหรือเสียวซ่าที่มือ แขน หรือใบหน้าข้างเดียว
- พูดหรือหาคำพูดลำบากชั่วคราว
- อาการแต่ละอย่างค่อยๆ เริ่มและขยายออก ไม่ใช่เกิดทันที
ระยะที่ 3: Attack — ตัวความปวด
ระยะที่รุนแรงที่สุด ปวดหัวตุบๆ ข้างเดียว ความรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก มักแย่ลงเมื่อเคลื่อนไหว มีอาการร่วม ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ไวต่อแสงและเสียง ระยะนี้อยู่นาน 4–72 ชั่วโมง หากไม่ได้รับการรักษา
ระยะที่ 4: Postdrome — หลังปวด
เรียกกันว่า "Migraine hangover" เกิดหลังความปวดทุเลาลง อาการที่พบบ่อย:
- อ่อนเพลียมาก ง่วงซึม
- สมองทำงานช้า คิดไม่ออก
- คออาจยังตึงและปวดเล็กน้อย
- อาจกินเวลา 1–2 วัน
ในระยะ Postdrome ควรพักผ่อนต่อ ดื่มน้ำ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ใช้สมาธิสูง เพราะการฝืนทำงานหนักอาจกระตุ้นให้ไมเกรนกลับมาได้
Trigger ที่กระตุ้นไมเกรนที่พบบ่อย
ไมเกรนไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยไม่มีสาเหตุ แต่มักมี "trigger" เป็นตัวจุดชนวน การรู้จัก trigger ของตัวเองคือกุญแจสำคัญในการป้องกันไมเกรน
ฮอร์โมน เป็น trigger ที่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิง ไมเกรนมักเกิดก่อนหรือระหว่างมีประจำเดือน เนื่องจาก estrogen ลดต่ำลง การเริ่มหรือหยุดยาคุมกำเนิดก็กระตุ้นไมเกรนได้เช่นกัน
ความเครียดและการพักผ่อน ความเครียดสูงกระตุ้นไมเกรนโดยตรง แต่ที่หลายคนไม่รู้คือ "weekend headache" — ไมเกรนที่เกิดหลังความเครียดคลาย เพราะร่างกายปรับตัวกะทันหัน การนอนมากหรือน้อยเกินไปก็เป็น trigger สำคัญ
อาหารและเครื่องดื่ม
- ไวน์แดง เบียร์ และแอลกอฮอล์
- ชีสแก่ (aged cheese) และเนื้อสัตว์แปรรูป
- ช็อกโกแลตและคาเฟอีน (ทั้งมากเกินและถอนกะทันหัน)
- ผงชูรส (MSG) และสารกันบูดบางชนิด
แสงและเสียง แสงจ้า แสงกระพริบ หน้าจอคอมพิวเตอร์นาน เสียงดัง และกลิ่นฉุนแรง เช่น น้ำหอม ควัน ล้วนกระตุ้นไมเกรนได้
สิ่งแวดล้อม อากาศเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ความกดอากาศต่ำ ความร้อน และแสงแดดจัด
ไมเกรน With Aura vs Without Aura
ไมเกรนแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักตามการมีหรือไม่มี Aura ซึ่งมีความสำคัญทางการแพทย์
Migraine Without Aura (Common Migraine) พบบ่อยที่สุด คิดเป็น 70–75% ของผู้ป่วยไมเกรน ปวดหัวตุบๆ ข้างเดียว มีอาการคลื่นไส้และไวแสง แต่ไม่มีอาการระบบประสาทนำหน้า
Migraine With Aura (Classic Migraine) พบประมาณ 25–30% ก่อนปวดจะมีอาการทางระบบประสาทชั่วคราว เช่น ตาพร่า ชาตามร่างกาย หรือพูดลำบาก อาการ Aura แต่ละอย่างค่อยๆ เริ่มขึ้นในเวลา 5–20 นาทีและหายไปภายใน 60 นาที
ทำไมต้องแยก? ผู้ที่มี Migraine with Aura มีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) สูงกว่าคนทั่วไปเล็กน้อย โดยเฉพาะในผู้หญิงที่สูบบุหรี่หรือกินยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจน แพทย์อาจพิจารณาหลีกเลี่ยงยาคุมชนิดนี้ในกลุ่มนี้
ยาที่ใช้รักษาไมเกรน: เลือกให้ถูกประเภท
การเลือกยาผิดประเภทคือสาเหตุหลักที่ทำให้หลายคนรักษาไมเกรนไม่ได้ผล
ยาแก้ปวดทั่วไป (ใช้ได้แต่มีข้อจำกัด)
- Paracetamol — ช่วยได้ในกรณีที่อาการเบา แต่มักไม่เพียงพอสำหรับไมเกรนระดับปานกลางขึ้นไป
- NSAIDs (ibuprofen, naproxen) — ได้ผลดีกว่า paracetamol สำหรับไมเกรนเบาถึงปานกลาง ควรกินเร็วที่สุดเมื่อเริ่มปวด
- ข้อระวัง: กินเกิน 10–15 วันต่อเดือนทำให้เกิด Medication Overuse Headache (MOH) ซึ่งทำให้ปวดหัวทุกวัน
Triptans (ยาเฉพาะไมเกรน)
- ออกฤทธิ์โดยตรงต่อกลไกของไมเกรน ยับยั้งการขยายตัวของหลอดเลือดและลด CGRP
- ได้ผลดีที่สุดเมื่อกิน ตอนเริ่มปวด ไม่ใช่รอจนปวดมากแล้วค่อยกิน
- ตัวอย่าง: Sumatriptan, Rizatriptan, Zolmitriptan
- ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีโรคหัวใจหรือประวัติ Stroke ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนใช้
ยาป้องกัน (Prophylactic Medications)
แพทย์จะพิจารณาให้ยาป้องกันในผู้ที่ปวดไมเกรนมากกว่า 4 ครั้งต่อเดือน หรือกระทบชีวิตประจำวันรุนแรง ยาที่ใช้บ่อย ได้แก่ Beta-blockers (propranolol), Topiramate, Amitriptyline และยากลุ่มใหม่ CGRP monoclonal antibodies เช่น erenumab
วิธีรับมือตอนไมเกรนกำลังปวด
เมื่อไมเกรนเริ่มขึ้นแล้ว นอกจากยา มีวิธีช่วยบรรเทาอาการที่ใช้ได้จริงดังนี้
สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ห้องมืด เงียบ และอากาศเย็น คือสิ่งที่ระบบประสาทที่กำลังอักเสบต้องการมากที่สุด ปิดม่าน ปิดไฟ และสวมที่อุดหูหรือหูฟัง Noise-cancelling ถ้ามี
ประคบเย็นหรืออุ่นที่ศีรษะ ประคบเย็นบริเวณหน้าผากหรือท้ายทอยช่วยบรรเทาปวดได้ บางคนตอบสนองดีกว่ากับความอุ่น ลองทั้งสองแบบเพื่อดูว่าแบบไหนได้ผลกับตัวเอง
นวดจุดกดและขมับ ใช้นิ้วกดนวดบริเวณขมับ โหนกแก้ม และฐานกะโหลกด้านหลังเบาๆ เป็นวงกลม ช่วยลดความตึงของกล้ามเนื้อที่กระตุ้นเส้นประสาทได้
น้ำขิงและขิงสด งานวิจัยพบว่าขิงมีสารต้านการอักเสบที่อาจช่วยลดอาการคลื่นไส้และปวดหัวในไมเกรนได้ในระดับเบา ดื่มน้ำขิงอุ่นหรือเคี้ยวขิงสดเมื่อเริ่มมีอาการ
ดื่มน้ำให้พอ ภาวะขาดน้ำเป็นทั้ง trigger และสิ่งที่ทำให้อาการแย่ลง ดื่มน้ำเปล่า 1–2 แก้วทันทีที่รู้สึกว่าไมเกรนกำลังจะเริ่ม
กรณีศึกษา — เมื่อไมเกรนถูกดูแลผิดวิธี
กรณีที่ 1: ไมเกรนที่กลายเป็น MOH ผู้หญิงอายุ 32 ปี เป็นไมเกรนมาตั้งแต่มัธยม กินยาแก้ปวดทั่วไปทุกครั้งที่มีอาการ เฉลี่ยสัปดาห์ละ 3–4 ครั้ง หลังผ่านไป 2 ปี พบว่าไมเกรนกลายเป็นปวดหัวทุกวันและยาเริ่มไม่ได้ผล แพทย์วินิจฉัยว่าเกิด Medication Overuse Headache ซ้อนทับกับไมเกรนเดิม ต้องหยุดยาแก้ปวดทั้งหมดชั่วคราวและเริ่มยาป้องกันแทน กว่าจะกลับสู่ภาวะปกติใช้เวลาเกือบ 3 เดือน
กรณีที่ 2: ไมเกรน With Aura ที่ถูกมองข้าม ผู้ชายอายุ 28 ปี มีอาการเห็นแสงวาบและชามือข้างซ้ายก่อนปวดหัวทุกครั้ง แต่ไม่เคยแจ้งแพทย์เพราะคิดว่าเป็นเรื่องปกติ เมื่อพบแพทย์ระบบประสาทจึงได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น Migraine with Aura และได้รับคำแนะนำให้หยุดยาคุมกำเนิดที่มีเอสโตรเจนซึ่งคู่สมรสใช้อยู่ เนื่องจากเพิ่มความเสี่ยง Stroke ทั้งสองกรณีแสดงให้เห็นว่าการรู้จักประเภทของไมเกรนและสื่อสารอาการทั้งหมดกับแพทย์มีความสำคัญมาก
การป้องกันไมเกรนในระยะยาว
การป้องกันที่ดีคือการลดความถี่และความรุนแรงของไมเกรน ไม่ใช่แค่รอรับมือตอนปวด
Lifestyle ที่ช่วยได้จริง
- นอนหลับสม่ำเสมอ — เข้านอนและตื่นเวลาเดิมทุกวัน แม้วันหยุด การนอนมากเกินในวันหยุดเป็น trigger ที่พบบ่อย
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ — คาร์ดิโอระดับปานกลาง เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน สัปดาห์ละ 3–5 ครั้ง ลดความถี่ไมเกรนได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ควรอบอุ่นร่างกายให้ดีก่อน
- จัดการความเครียด — Mindfulness, yoga และการหายใจลึกช่วยลด cortisol ซึ่งเป็น trigger ทางชีววิทยา
- Headache Diary — บันทึกทุกครั้งที่ปวด วันที่ เวลา ความรุนแรง ระยะเวลา และสิ่งที่ทำก่อนปวด 24 ชั่วโมง ข้อมูลนี้มีค่ามากสำหรับแพทย์
ยาป้องกัน สำหรับผู้ที่ปวดบ่อยหรือรุนแรง ยาป้องกันช่วยลดความถี่ได้ 50% ขึ้นไปในผู้ที่ตอบสนองดี ต้องกินสม่ำเสมอทุกวันและรอดูผลอย่างน้อย 2–3 เดือน จึงจะประเมินได้ว่าได้ผลหรือไม่ การดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอและรับยาป้องกันที่เหมาะสมคือวิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมไมเกรนระยะยาว
สรุป
- ไมเกรนไม่ใช่ปวดหัวธรรมดา แต่เป็นโรคระบบประสาทเรื้อรังที่มีกลไกเฉพาะและต้องการการรักษาที่ถูกต้อง
- 4 ระยะของไมเกรน ได้แก่ Prodrome, Aura, Attack และ Postdrome — การจับสัญญาณ Prodrome ได้เร็วช่วยให้กินยาได้ทันเวลา
- Migraine with Aura มีความเสี่ยง Stroke สูงกว่าเล็กน้อย ต้องแจ้งแพทย์ทุกครั้ง
- Triptans ได้ผลดีกว่ายาแก้ปวดทั่วไป สำหรับไมเกรนระดับปานกลางขึ้นไป และต้องกินตั้งแต่เริ่มปวด
- อย่ากินยาแก้ปวดเกิน 10–15 วันต่อเดือน เพราะเสี่ยง MOH ซึ่งทำให้ปวดหัวทุกวัน
- การบันทึก Headache Diary และออกกำลังกายสม่ำเสมอ คือการป้องกันไมเกรนที่ได้ผลจริงในระยะยาว
FAQ — คำถามที่พบบ่อย
Q: ไมเกรนหายขาดได้ไหม?
A: ไมเกรนเป็นโรคเรื้อรังที่ยังไม่มีการรักษาหายขาด แต่สามารถควบคุมได้ดีมากด้วยการรักษาที่เหมาะสม ผู้ป่วยหลายรายพบว่าอาการดีขึ้นเองตามอายุ โดยเฉพาะในผู้หญิงหลังวัยหมดประจำเดือน
Q: ไมเกรนกับปวดหัวข้างเดียวเหมือนกันไหม?
A: ไม่เสมอไป ปวดหัวข้างเดียวเป็นลักษณะที่พบบ่อยในไมเกรน แต่ไมเกรนบางรายปวดสองข้างได้ และปวดหัวข้างเดียวอาจเกิดจาก Cluster headache หรือสาเหตุอื่นได้เช่นกัน ต้องดูอาการร่วมทั้งหมดเพื่อวินิจฉัย
Q: อาการ Aura อันตรายไหม?
A: Aura ของไมเกรนมักหายไปเองภายใน 60 นาที แต่ถ้าอาการคล้าย Aura เกิดขึ้นโดยไม่ตามด้วยปวดหัว หรืออาการไม่หายใน 60 นาที ควรพบแพทย์ทันทีเพราะอาจสับสนกับ Stroke ได้
Q: ไมเกรนกินยาแก้ปวดธรรมดาทุกวันได้ไหม?
A: ไม่แนะนำ การกินยาแก้ปวดเกิน 10–15 วันต่อเดือนทำให้เกิด Medication Overuse Headache (MOH) ซึ่งทำให้ปวดหัวทุกวันและยิ่งดื้อยา ควรพบแพทย์เพื่อรับยาป้องกันหากปวดบ่อย
Q: ไมเกรนในเด็กมีลักษณะต่างจากผู้ใหญ่ไหม?
A: ใช่ ไมเกรนในเด็กมักปวดทั้งสองข้าง ระยะเวลาสั้นกว่า และอาการคลื่นไส้อาเจียนโดดเด่นกว่าความปวดหัว บางรายมีอาการปวดท้องหรือเวียนหัวแทนปวดหัว เรียกว่า Migraine equivalents ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยให้ถูกต้อง
References
ข้อมูลในบทความนี้อ้างอิงจากแหล่งทางการแพทย์ที่เชื่อถือได้ ได้แก่
องค์กรสุขภาพระดับสากล
- World Health Organization. (2023). Headache disorders. who.int
- Ashina, M. (2020). Migraine. New England Journal of Medicine 383, 1866–1876. nejm.org
- American Migraine Foundation. (2023). Understanding Migraine. americanmigrainefoundation.org
- Mayo Clinic Staff. (2024). Migraine — Symptoms and causes. mayoclinic.org
หน่วยงานสาธารณสุขในประเทศไทย
- กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการรักษาปวดศีรษะไมเกรน. dms.go.th






