คำถามแรกที่หลายคนถามหลังรู้ว่าเป็นไขมันพอกตับคือ "ยังมีทางออกไหม?" คำตอบคือมี และโอกาสฟื้นตัวขึ้นอยู่กับว่าอยู่ระดับไหนและเริ่มรักษาเร็วแค่ไหน
อ่านเพิ่มเติม: ไขมันพอกตับระดับไหนรักษาหายได้ ระดับไหนทำได้แค่ชะลอ
ก่อนเริ่มรักษาต้องเข้าใจก่อนว่าเป้าหมายของการรักษาในแต่ละระดับต่างกัน
ระดับ 1 — ฟื้นฟูกลับสู่ปกติได้ ไขมันสะสมแต่ยังไม่อักเสบและยังไม่มีพังผืด ตับมีความสามารถในการฟื้นตัวสูงมาก การปรับพฤติกรรมอย่างจริงจังสามารถทำให้ไขมันในตับกลับสู่ระดับปกติได้ภายใน 6-12 เดือน
ระดับ 2 — ฟื้นฟูได้มากถ้าเริ่มเร็ว มีการอักเสบแล้วแต่ยังไม่มีพังผืด ตับยังมีความสามารถในการฟื้นตัวได้ดีถ้าหยุดปัจจัยกระตุ้น ใช้เวลา 1-2 ปีในการเห็นผลชัดเจน
ระดับ 3 — ชะลอได้แต่ฟื้นคืนสมบูรณ์ไม่ได้ทั้งหมด มีพังผืดสะสมแล้ว พังผืดบางส่วนอาจลดลงได้ถ้าควบคุมได้ดี แต่ไม่สามารถกลับสู่ปกติได้ทั้งหมด เป้าหมายคือหยุดไม่ให้พัฒนาไปสู่ตับแข็ง
ระดับ 4 — ย้อนกลับไม่ได้ ตับแข็งถาวร รักษาได้แค่ป้องกันภาวะแทรกซ้อนและชะลอการดำเนินโรค
วิธีรักษาหลัก
การลดน้ำหนัก
การลดน้ำหนักเป็นวิธีที่ได้ผลชัดเจนที่สุดในการลดไขมันในตับ งานวิจัยพบว่า
การลดน้ำหนัก 5 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักตัวช่วยลดไขมันในตับได้อย่างมีนัยสำคัญ
การลดน้ำหนัก 7-10 เปอร์เซ็นต์ ช่วยลดทั้งไขมันและการอักเสบในตับ
การลดน้ำหนัก 10 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป อาจช่วยลดพังผืดในตับได้ในระดับ 3
ตัวอย่างเช่น ถ้าน้ำหนัก 80 กิโลกรัม การลด 5 เปอร์เซ็นต์หมายถึง 4 กิโลกรัม ซึ่งไม่มากเลย แต่ผลที่ได้กับตับชัดเจนมาก
ข้อควรระวัง: การลดน้ำหนักเร็วเกินไปอาจทำให้ตับอักเสบมากขึ้นได้ อัตราที่เหมาะสมคือ 0.5-1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ ไม่ควรเกินนั้น
การออกกำลังกาย
การออกกำลังกายช่วยลดไขมันในตับได้แม้น้ำหนักไม่ลดลง เพราะกล้ามเนื้อที่ทำงานดึงไขมันในตับมาใช้เป็นพลังงานโดยตรง
การออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น เดินเร็ว วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน อย่างน้อย 150-300 นาทีต่อสัปดาห์ หรือประมาณวันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ เป็นที่แนะนำมากที่สุด
การออกกำลังกายแบบฝึกความแข็งแรง เช่น ยกน้ำหนัก สควอท วิดพื้น ช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อและเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงาน ทำให้ตับใช้ไขมันสะสมได้มากขึ้นในระยะยาว แนะนำให้ทำ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ควบคู่กับแอโรบิก
งานวิจัยพบว่าการออกกำลังกายสม่ำเสมอ 12 สัปดาห์ลดไขมันในตับได้โดยเฉลี่ย 20-40 เปอร์เซ็นต์ แม้ในผู้ที่น้ำหนักไม่ลดลงมากก็ตาม
การควบคุมอาหาร
หลักการหลักที่ได้ผลดีที่สุดคือ
อ่านเพิ่มเติม: หลักการหลักที่ได้ผลดีที่สุดคือลดน้ำตาลและแป้งขัดขาว — เปลี่ยนข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง ลดน้ำหวานและของหวาน หยุดเครื่องดื่มน้ำตาลสูง
เพิ่มโปรตีนและไขมันดี — กินปลาแทนเนื้อแดง เพิ่มถั่วและน้ำมันมะกอก
เพิ่มใยอาหาร — กินผักทุกมื้อ เพราะใยอาหารช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลและลดการสะสมไขมันในตับ
หยุดแอลกอฮอล์ทุกชนิด — แม้แต่ในผู้ที่ไม่ได้ดื่มมากก็ควรหลีกเลี่ยง
การรักษาโรคประจำตัว
การควบคุมโรคที่กระตุ้นไขมันพอกตับมีความสำคัญไม่แพ้การปรับพฤติกรรม
ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด — ระดับน้ำตาลที่สูงกระตุ้นตับให้สะสมไขมันมากขึ้นโดยตรง ควรรักษาค่า HbA1c ให้ต่ำกว่า 7 เปอร์เซ็นต์
ลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด — ไตรกลีเซอไรด์สูงสัมพันธ์โดยตรงกับไขมันในตับ การกินปลาที่มีโอเมก้า 3 และลดน้ำตาลช่วยได้มาก
ควบคุมความดันโลหิต — ความดันสูงมักเกิดร่วมกับภาวะดื้ออินซูลินซึ่งกระตุ้นไขมันพอกตับ






