หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ไขมันพอกตับอันตรายคือการที่มันแทบไม่มีสัญญาณเตือนในระยะแรก หลายคนเป็นอยู่หลายปีโดยไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ก็อาจพัฒนาไปหลายระดับแล้ว การรู้จักสัญญาณเล็กๆ น้อยๆ ที่ร่างกายส่งมาจึงสำคัญมาก
ทำไมไขมันพอกตับถึงไม่มีอาการในระยะแรก?
ตับเป็นอวัยวะที่มีความทนทานสูงมาก มีเซลล์สำรองจำนวนมาก และสามารถทำงานได้ดีแม้จะมีส่วนที่เสียหายไปบ้าง ร่างกายจะไม่รู้สึกถึงความผิดปกติจนกว่าตับจะเสียหายไปในระดับที่มากพอสมควร
นอกจากนี้ตับยังไม่มีเส้นประสาทรับความเจ็บปวดในเนื้อตับโดยตรง ความเจ็บปวดที่รู้สึกได้เกิดจากเยื่อหุ้มตับที่ถูกยืดออกเมื่อตับบวมใหญ่ขึ้น ซึ่งมักเกิดในระยะที่โรคดำเนินไปแล้วระยะหนึ่ง
นี่คือเหตุผลที่ผู้เชี่ยวชาญเรียกไขมันพอกตับว่า "โรคเงียบ" และเน้นย้ำว่าการตรวจสุขภาพประจำปีสำคัญมากแม้จะรู้สึกดีอยู่
อ่านเพิ่มเติม: ไขมันพอกตับอาการเริ่มต้นที่อาจสังเกตได้
อ่อนเพลียผิดปกติโดยไม่มีสาเหตุ
อาการที่พบบ่อยที่สุดในระยะแรก รู้สึกเหนื่อยล้าตลอดเวลาแม้พักผ่อนเพียงพอ ลุกขึ้นมาตอนเช้าแล้วยังไม่สดชื่น หรือทำกิจกรรมที่เคยทำได้ง่ายๆ แล้วเหนื่อยเร็วกว่าปกติ
กลไกที่ทำให้เกิดอาการนี้คือตับที่เริ่มทำงานได้น้อยลงส่งผลต่อการเผาผลาญพลังงานและการกำจัดของเสียในเลือด ทำให้ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลียแม้ไม่ได้ออกแรงมาก
อาการนี้มักถูกมองข้ามเพราะคิดว่าเกิดจากนอนน้อย เครียด หรือแก่ตัวลง แต่ถ้าอ่อนเพลียแบบนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องนานหลายสัปดาห์โดยไม่มีสาเหตุชัดเจน ควรตรวจเลือดดูค่าตับด้วย
แน่นหรือหนักบริเวณชายโครงขวา
ตับอยู่บริเวณชายโครงด้านขวา เมื่อมีไขมันสะสมมากขึ้นตับจะขยายใหญ่ขึ้นเล็กน้อย ทำให้รู้สึกแน่น หนัก หรือกดเจ็บเล็กน้อยบริเวณนั้น โดยเฉพาะหลังกินอาหารมากหรืออาหารมัน
ความรู้สึกนี้มักอธิบายยากว่าเจ็บหรือแค่อึดอัด และมักเป็นๆ หายๆ ไม่สม่ำเสมอ ทำให้หลายคนคิดว่าเป็นแค่แก๊สในท้องหรืออาหารไม่ย่อย
เบื่ออาหารโดยเฉพาะอาหารมัน
ร่างกายเริ่มรู้สึกไม่อยากกินอาหารมันหรืออาหารหนักๆ เพราะตับที่ทำงานได้น้อยลงผลิตน้ำดีได้น้อยลง น้ำดีมีหน้าที่ช่วยย่อยไขมัน เมื่อน้ำดีน้อยลงการกินอาหารมันจึงทำให้รู้สึกไม่สบายท้อง
คลื่นไส้หรือท้องอืดหลังกินอาหาร
รู้สึกอึดอัดในท้องหรือคลื่นไส้หลังกินอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันสูง อาการนี้มักเกิดและหายเองโดยไม่รุนแรง ทำให้หลายคนคิดว่าเป็นแค่กรดไหลย้อนหรืออาหารไม่ย่อย
อาการที่คนมักเข้าใจผิดว่าไม่เกี่ยวกับตับ
ผิวหนังคันโดยไม่มีผื่น — ตับที่เริ่มทำงานบกพร่องอาจทำให้เกลือน้ำดีสะสมในเลือดและซึมออกมาตามผิวหนัง ทำให้คันโดยเฉพาะตอนกลางคืน หลายคนคิดว่าเป็นภูมิแพ้หรือผิวแห้ง
ปัสสาวะสีเข้มผิดปกติ — เมื่อตับกำจัดบิลิรูบินได้น้อยลง บิลิรูบินบางส่วนจะถูกขับออกทางไต ทำให้ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้มหรือสีชาแดง หลายคนคิดว่าเกิดจากดื่มน้ำน้อย แต่ถ้าดื่มน้ำพอแล้วยังสีเข้มควรระวัง
อุจจาระสีซีดหรือขาวกว่าปกติ — น้ำดีที่ลดลงทำให้อุจจาระขาดสีที่ปกติได้มาจากน้ำดี อุจจาระอาจมีสีซีด เหลืองอ่อน หรือขาวกว่าปกติ
ผมร่วงมากผิดปกติ — ตับมีส่วนในการสร้างโปรตีนและดูดซึมวิตามิน เมื่อตับทำงานบกพร่อง ร่างกายอาจได้รับโปรตีนและสารอาหารที่จำเป็นสำหรับเส้นผมไม่เพียงพอ
ง่วงนอนหลังกินข้าว — รู้สึกง่วงมากผิดปกติหลังกินอาหาร เพราะตับที่ทำงานได้น้อยลงกำจัดแอมโมเนียและของเสียหลังย่อยอาหารได้ช้าลง






