ไขมันพอกตับเป็นภาวะที่พบบ่อยมากขึ้นในคนไทย โดยเฉพาะในยุคที่พฤติกรรมการกินเปลี่ยนไป หลายคนเป็นอยู่โดยไม่รู้ตัวเพราะไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ดูแล อาจพัฒนาไปสู่โรคตับที่รุนแรงและรักษาไม่หายได้
ไขมันพอกตับคืออะไร?
ตับปกติมีไขมันสะสมอยู่เล็กน้อยเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อไขมันสะสมในตับมากกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตับ จะเรียกว่าภาวะไขมันพอกตับ
ตับมีหน้าที่สำคัญมากในร่างกาย ทั้งกรองสารพิษ สร้างโปรตีน ผลิตน้ำดี และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เมื่อไขมันสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ เซลล์ตับเริ่มทำงานได้น้อยลง และถ้าปล่อยให้อักเสบต่อเนื่อง เซลล์ตับจะถูกแทนที่ด้วยเนื้อเยื่อพังผืดซึ่งทำงานไม่ได้เลย
กลไกการสะสมไขมันในตับ
เมื่อร่างกายได้รับพลังงานมากกว่าที่ใช้ ตับจะเปลี่ยนพลังงานส่วนเกินให้เป็นไขมันและเก็บสะสมไว้ในเซลล์ตับ กระบวนการนี้เกิดขึ้นมากเป็นพิเศษเมื่อกินน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตขัดขาวมาก เพราะตับเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินเป็นไขมันได้โดยตรง
นอกจากการสร้างไขมันมากเกินไป ยังมีอีกกลไกหนึ่งคือการนำไขมันออกจากตับทำงานไม่ดี ทำให้ไขมันค้างสะสมอยู่ในเซลล์ตับแม้จะไม่ได้กินมากผิดปกติ ซึ่งพบในผู้ที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือภาวะดื้ออินซูลิน
ประเภทของไขมันพอกตับ
ไขมันพอกตับที่ไม่เกี่ยวกับแอลกอฮอล์ — เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุดในปัจจุบัน เกิดจากพฤติกรรมการกิน โรคประจำตัว หรือพันธุกรรม ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ พบมากในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง
ไขมันพอกตับจากแอลกอฮอล์ — เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์เป็นเวลานาน แอลกอฮอล์ถูกเผาผลาญในตับและผลิตสารที่กระตุ้นการสะสมไขมัน ทำลายเซลล์ตับ และกระตุ้นการอักเสบ ชนิดนี้มักแย่ลงเร็วกว่าถ้าไม่หยุดดื่ม
สาเหตุหลัก 4 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1 — พฤติกรรมการกิน
การกินน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตขัดขาวมากเกินไปเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของไขมันพอกตับในคนไทย น้ำอัดลม น้ำหวาน ขนมหวาน ข้าวขาว และขนมปังขาว ล้วนทำให้ตับต้องเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินเป็นไขมันสะสม
ไขมันทรานส์และไขมันอิ่มตัวจากอาหารทอด อาหารแปรรูป และเนื้อสัตว์ติดมันก็มีส่วนทำให้ไขมันสะสมในตับมากขึ้นเช่นกัน
กลุ่มที่ 2 — โรคประจำตัว
เบาหวานและภาวะดื้ออินซูลิน — เมื่อร่างกายดื้ออินซูลิน น้ำตาลเข้าเซลล์ได้น้อยลง ตับจึงเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินเป็นไขมันมากขึ้น ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีความเสี่ยงไขมันพอกตับสูงกว่าคนทั่วไปถึง 2-3 เท่า
ไขมันในเลือดสูง — ระดับไตรกลีเซอไรด์สูงสัมพันธ์โดยตรงกับการสะสมไขมันในตับ เพราะตับต้องจัดการกับไขมันในเลือดส่วนเกินโดยเก็บสะสมไว้ในเซลล์ตับ
ความดันโลหิตสูง — มักเกิดร่วมกับภาวะอ้วนลงพุงและดื้ออินซูลิน ทำให้เสี่ยงไขมันพอกตับสูงขึ้น
ภาวะอ้วนลงพุง — ไขมันที่สะสมในช่องท้องปล่อยกรดไขมันเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรงไปยังตับ ทำให้ตับต้องจัดการกับไขมันมากกว่าปกติ
กลุ่มที่ 3 — แอลกอฮอล์
แอลกอฮอล์ถูกเผาผลาญในตับเป็นหลัก กระบวนการเผาผลาญนี้สร้างสารพิษที่ทำลายเซลล์ตับโดยตรง กระตุ้นการอักเสบ และขัดขวางการนำไขมันออกจากตับ การดื่มแอลกอฮอล์เกิน 2 ดื่มมาตรฐานต่อวันสำหรับผู้ชาย และเกิน 1 ดื่มมาตรฐานต่อวันสำหรับผู้หญิง เพิ่มความเสี่ยงไขมันพอกตับจากแอลกอฮอล์อย่างมีนัยสำคัญ
กลุ่มที่ 4 — พันธุกรรมและการเผาผลาญ
บางคนมีความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ทำให้ตับเผาผลาญไขมันได้น้อยกว่าปกติ หรือมีแนวโน้มสร้างไขมันในตับมากกว่าคนทั่วไปแม้กินในปริมาณปกติ นอกจากนี้ยังมียาบางชนิดที่ทำให้เกิดไขมันพอกตับเป็นผลข้างเคียง เช่น ยาสเตียรอยด์บางชนิดและยารักษาโรคหัวใจบางตัว
การดำเนินโรค — จากไขมันพอกสู่มะเร็งตับ
นี่คือสิ่งที่หลายคนไม่ทราบและทำให้ประมาทครับ ไขมันพอกตับไม่ได้หยุดอยู่แค่การสะสมไขมัน แต่อาจพัฒนาต่อไปได้ถ้าไม่ดูแล
ระยะที่ 1 — ไขมันสะสมในตับ ตับมีไขมันสะสมแต่ยังไม่อักเสบ ในระยะนี้รักษาหายได้ด้วยการปรับพฤติกรรม ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการใดๆ
ระยะที่ 2 — ตับอักเสบจากไขมัน ไขมันที่สะสมกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในเซลล์ตับ ค่าเอนไซม์ตับในเลือดเริ่มสูงขึ้น ยังรักษาได้ดีถ้าปรับพฤติกรรม
ระยะที่ 3 — พังผืดในตับ เซลล์ตับที่อักเสบเรื้อรังเริ่มถูกแทนที่ด้วยเนื้อเยื่อพังผืด การทำงานของตับเริ่มลดลง ในระยะนี้ยังชะลอได้แต่ยากกว่าระยะก่อน
ระยะที่ 4 — ตับแข็ง พังผืดสะสมมากจนตับเสียโครงสร้างถาวร เลือดไหลผ่านตับได้ยาก ของเสียคั่งค้างในร่างกาย ในระยะนี้ย้อนกลับไม่ได้ ทำได้แค่ชะลอการดำเนินโรค
ระยะสุดท้าย — มะเร็งตับ ตับแข็งเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับหลายสิบเท่า เนื้อเยื่อพังผืดเพิ่มโอกาสการกลายพันธุ์ของเซลล์ตับ
อาการที่อาจพบ
ไขมันพอกตับระยะแรกมักไม่มีอาการเลย นี่คือเหตุผลที่หลายคนพบโรคโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพ
อาการที่อาจพบในระยะที่เริ่มมีการอักเสบ ได้แก่ อ่อนเพลียผิดปกติโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน แน่นหรือหนักบริเวณชายโครงขวา ซึ่งเป็นบริเวณที่ตับอยู่ และเบื่ออาหารโดยเฉพาะอาหารมัน
อาการที่บ่งชี้ว่าโรคลุกลามแล้ว ได้แก่ ตาและผิวหนังเหลือง ซึ่งเกิดจากตับไม่สามารถกำจัดบิลิรูบินได้ตามปกติ ท้องบวมโตจากของเหลวสะสมในช่องท้อง ขาบวม และสับสนหรือพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากของเสียสะสมในเลือด
ใครเสี่ยงไขมันพอกตับ?
กลุ่มที่เสี่ยงมากได้แก่ ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน โดยเฉพาะอ้วนลงพุง ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงหรือความดันโลหิตสูง ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ และผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคตับ
ที่น่าตกใจคือในปัจจุบันพบไขมันพอกตับในคนผอมมากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะผู้ที่กินน้ำตาลมากแม้จะไม่อ้วน
วิธีรักษาหลัก
ปัจจุบันยังไม่มียาที่รักษาไขมันพอกตับได้โดยตรง วิธีรักษาที่ได้ผลดีที่สุดคือการปรับพฤติกรรมครับ
การลดน้ำหนัก — การลดน้ำหนักเพียง 5-10 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัวช่วยลดไขมันในตับได้อย่างมีนัยสำคัญ และลดการอักเสบในตับด้วย การลดน้ำหนักที่เหมาะสมควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ประมาณ 0.5-1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ การลดเร็วเกินไปอาจทำให้ตับอักเสบมากขึ้นได้
การออกกำลังกาย — ออกกำลังกายระดับปานกลาง เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ช่วยลดไขมันในตับได้แม้ไม่ได้ลดน้ำหนักมากนัก เพราะการออกกำลังกายทำให้กล้ามเนื้อใช้ไขมันเป็นพลังงานโดยตรง
การควบคุมอาหาร — ลดน้ำตาล แป้งขัดขาว และไขมันอิ่มตัว เพิ่มผัก ปลา และไขมันดีจากถั่วและน้ำมันมะกอก รูปแบบอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยลดไขมันในตับได้ดีที่สุด
การรักษาโรคประจำตัว — ควบคุมระดับน้ำตาล ความดัน และไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพราะโรคเหล่านี้กระตุ้นการสะสมไขมันในตับโดยตรง
การหยุดแอลกอฮอล์ — สำหรับผู้ที่เป็นไขมันพอกตับจากแอลกอฮอล์ การหยุดดื่มเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ตับมีความสามารถในการฟื้นตัวสูงถ้าหยุดสิ่งที่ทำลายมัน
สัญญาณที่ต้องพบแพทย์ทันที
พบแพทย์ทันทีถ้ามีอาการเหล่านี้ ตาหรือผิวหนังเหลือง ท้องบวมโตขึ้นเรื่อยๆ อาเจียนเป็นเลือดหรืออุจจาระดำ สับสนหรือพฤติกรรมเปลี่ยนไปผิดปกติ และอ่อนเพลียรุนแรงมากผิดปกติ
ควรพบแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองถ้าอยู่ในกลุ่มเสี่ยง แม้ไม่มีอาการ เพราะการพบโรคเร็วรักษาได้ง่ายกว่ามาก
สรุป
ไขมันพอกตับเป็นภาวะที่พบบ่อยและรักษาได้ดีในระยะแรก แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้อาจพัฒนาไปสู่ตับแข็งและมะเร็งตับได้ สาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการกิน โรคประจำตัว แอลกอฮอล์ และพันธุกรรม การรักษาที่ดีที่สุดคือการปรับพฤติกรรม ลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย และควบคุมอาหาร ซึ่งให้ผลดีมากในระยะแรกและระยะกลาง การตรวจสุขภาพสม่ำเสมอเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการจับโรคนี้ก่อนที่อาการจะปรากฏครับ
FAQ — คำถามที่พบบ่อย
Q: ไขมันพอกตับอันตรายมั้ย?
A: ในระยะแรกไม่อันตรายมาก แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ดูแล อาจพัฒนาไปสู่ตับอักเสบ ตับแข็ง และมะเร็งตับได้ในระยะยาว
Q: ไขมันพอกตับมีอาการอะไรบ้าง?
A: ระยะแรกมักไม่มีอาการเลย อาการที่อาจพบได้แก่ อ่อนเพลียผิดปกติและแน่นชายโครงขวา ถ้ามีตาเหลืองหรือท้องบวมแสดงว่าโรคลุกลามแล้ว
Q: ไขมันพอกตับรักษาหายได้มั้ย?
A: ระยะแรกรักษาหายได้ด้วยการปรับพฤติกรรม ลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย และควบคุมอาหาร แต่ถ้าถึงระยะตับแข็งแล้วย้อนกลับไม่ได้
Q: ใครเสี่ยงเป็นไขมันพอกตับมากที่สุด?
A: ผู้ที่น้ำหนักเกิน เป็นเบาหวาน มีไขมันในเลือดสูง ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ และกินน้ำตาลหรืออาหารแปรรูปมาก มีความเสี่ยงสูงสุด
References / แหล่งอ้างอิง
- ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติโรคไขมันพอกตับ.
- กระทรวงสาธารณสุข. คู่มือการดูแลสุขภาพตับ.
- American Association for the Study of Liver Diseases. NAFLD Guidelines 2023.
- European Association for the Study of the Liver. EASL Clinical Practice Guidelines 2021.






