คนไทยอยู่ในประเทศที่มีแดดแรงเกือบทั้งปี แต่งานวิจัยในไทยพบว่าคนไทยมากถึงราว 45% มีระดับวิตามิน D ในเลือดไม่เพียงพอ ฟังดูขัดกับความเป็นจริงใช่ไหม ทั้งที่แดดจัดแบบนี้ ทำไมคนจำนวนมากยังขาดสารอาหารตัวนี้ได้
วิตามิน D ไม่ใช่แค่เรื่องของกระดูกแข็งแรงอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกัน กล้ามเนื้อ และอารมณ์ด้วย บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่มันคืออะไร ทำงานอย่างไรในร่างกาย ไปจนถึงปริมาณที่ควรได้รับต่อวันแยกตามช่วงอายุ สัญญาณเตือนเมื่อขาดหรือกินเกิน และวิธีรับให้พอแบบที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน
วิตามิน D คืออะไร และทำงานอย่างไรในร่างกาย
วิตามิน D เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน (fat-soluble vitamin) ซึ่งร่างกายสามารถสร้างได้เองเมื่อผิวหนังได้รับแสงแดด ต่างจากวิตามินส่วนใหญ่ที่ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น
มีอยู่ 2 รูปแบบหลักที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ คือ D2 (ergocalciferol) ที่พบในพืชและเห็ด และ D3 (cholecalciferol) ที่ร่างกายสร้างจากแสงแดดและพบในอาหารจากสัตว์
กลไกการทำงานคร่าวๆ มีดังนี้
- เมื่อรังสี UVB จากแดดกระทบผิวหนัง จะกระตุ้นให้ผิวสร้าง D3 ในรูปแบบเริ่มต้น
- D3 ที่ได้จะถูกส่งไปที่ตับ เปลี่ยนเป็นสาร calcidiol ซึ่งเป็นรูปแบบที่ใช้วัดระดับในเลือด
- จากนั้นไตจะเปลี่ยน calcidiol เป็น calcitriol ซึ่งเป็นรูปแบบออกฤทธิ์ที่ร่างกายนำไปใช้จริง
รูปแบบออกฤทธิ์นี้ทำหน้าที่คล้ายฮอร์โมนมากกว่าวิตามินทั่วไป เพราะไปจับกับตัวรับ (receptor) ในเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย ไม่ใช่แค่ในกระดูกหรือลำไส้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ส่งผลต่อระบบต่างๆ ในร่างกายมากกว่าที่หลายคนคิด
ประโยชน์หลักของวิตามิน D
กระดูกและฟัน
ช่วยให้ลำไส้ดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสได้ดีขึ้น ถ้าระดับในเลือดต่ำ ร่างกายจะดูดซึมแคลเซียมจากอาหารได้น้อยลงมาก แม้กินแคลเซียมมากเพียงใดก็ตาม ผลที่ตามมาคือกระดูกบางและเสี่ยงกระดูกหักง่ายในผู้สูงอายุ หรือกระดูกอ่อนผิดรูปในเด็ก
อ่านเพิ่มเติม: ดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสภูมิคุ้มกัน
ตัวรับของสารนี้พบในเซลล์ภูมิคุ้มกันหลายชนิด ทั้ง T-cell และ macrophage งานวิจัยพบว่ามีบทบาทช่วยปรับสมดุลการทำงานของภูมิคุ้มกัน ทั้งช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดีขึ้น และช่วยลดการอักเสบที่มากเกินไป คนที่ระดับต่ำมักมีแนวโน้มติดเชื้อทางเดินหายใจบ่อยกว่า
อ่านเพิ่มเติม: ติดเชื้อทางเดินหายใจบ่อยกว่ากล้ามเนื้อ
มีผลต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อโดยตรง ผู้ที่ขาดมักมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง เดินเซ หรือเสี่ยงล้มง่ายขึ้น โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ซึ่งการล้มในวัยนี้อาจนำไปสู่กระดูกหักและภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้
อารมณ์และสุขภาพจิต
มีตัวรับอยู่ในสมองหลายบริเวณ รวมถึงส่วนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์ งานวิจัยหลายชิ้นพบความเชื่อมโยงระหว่างระดับที่ต่ำกับความเสี่ยงภาวะซึมเศร้า แม้ความสัมพันธ์นี้ยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติม แต่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่แพทย์มักแนะนำให้ตรวจระดับวิตามิน D ในผู้ที่มีอาการทางอารมณ์ร่วมด้วย
แหล่งที่มาของวิตามิน D
แสงแดด
แดดเป็นแหล่งที่ร่างกายผลิตได้เองและมีประสิทธิภาพสูงสุด การให้ผิวสัมผัสแดดช่วงเช้าหรือบ่ายเป็นเวลาประมาณ 10-30 นาที สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง โดยไม่ทาครีมกันแดดในช่วงเวลาสั้นๆ นั้น ก็เพียงพอสำหรับคนผิวขาวถึงผิวสีกลาง ส่วนคนผิวเข้มอาจต้องใช้เวลานานกว่านี้ เพราะเม็ดสีผิว (melanin) ลดความสามารถในการสร้างจากแดด
อาหาร
แหล่งอาหารตามธรรมชาติมีไม่มากนัก ที่พบบ่อยได้แก่
- ปลาที่มีไขมันสูง เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน
- ไข่แดง
- เห็ดที่ผ่านการฉายแสง UV
- ตับสัตว์
- นมและผลิตภัณฑ์เสริม (fortified food) เช่น นมกล่อง ซีเรียลบางชนิด
อาหารเสริม
สำหรับคนที่ออกแดดน้อยหรือกินอาหารที่มีปริมาณไม่พอ การกินอาหารเสริม D3 เป็นอีกทางเลือกที่สะดวกและควบคุมปริมาณได้แน่นอนกว่าการพึ่งแดดเพียงอย่างเดียว
ทำไมคนไทยขาดวิตามิน D ทั้งที่แดดจัด
หลีกเลี่ยงแดดโดยตรง — คนไทยจำนวนมากเลี่ยงออกแดดเพราะกลัวผิวคล้ำหรือกลัวมะเร็งผิวหนัง และมักออกแดดในช่วงที่แดดไม่แรงพอ เช่น เช้ามากหรือเย็นมาก
ใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ — ครีมกันแดดที่มี SPF สูงช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งผิวหนังได้จริง แต่ก็ลดการสร้างวิตามิน D จากผิวหนังไปด้วย
ใช้ชีวิตในอาคารเป็นหลัก — คนทำงานออฟฟิศ นักเรียน หรือคนเมืองส่วนใหญ่ใช้เวลากลางวันอยู่ในอาคารที่มีเครื่องปรับอากาศ ทำให้ผิวไม่ได้สัมผัสแดดเพียงพอ
เม็ดสีผิวสูง — คนเอเชียมีเม็ดสีผิว (melanin) มากกว่าคนผิวขาว ซึ่งทำหน้าที่กรองรังสี UVB ตามธรรมชาติ ทำให้ต้องใช้เวลาตากแดดนานกว่าจึงจะผลิตได้ในปริมาณเท่ากัน
น้ำหนักตัวและไขมันสะสม — สารนี้ละลายในไขมัน คนที่มีไขมันสะสมในร่างกายมากอาจมีระดับในกระแสเลือดต่ำกว่า เพราะถูกกักไว้ในเนื้อเยื่อไขมัน
ปัจจัยเหล่านี้รวมกันทำให้ "ประเทศแดดจัด" อย่างไทยกลับมีอัตราคนขาดวิตามิน D สูงกว่าที่ควรจะเป็น
ปริมาณวิตามิน D ที่แนะนำต่อวัน แยกตามอายุ
ปริมาณที่แนะนำมักอ้างอิงหน่วยเป็นไมโครกรัม (mcg) หรือ International Unit (IU) โดย 1 mcg เท่ากับ 40 IU
| ช่วงอายุ | ปริมาณแนะนำต่อวัน |
|---|---|
| ทารก 0-12 เดือน | 400 IU (10 mcg) |
| เด็ก 1-18 ปี | 600 IU (15 mcg) |
| ผู้ใหญ่ 19-70 ปี | 600 IU (15 mcg) |
| ผู้สูงอายุ 71 ปีขึ้นไป | 800 IU (20 mcg) |
| หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร | 600 IU (15 mcg) |
ตัวเลขข้างต้นเป็นค่าแนะนำทั่วไปสำหรับคนปกติ ในบางกรณี เช่น ผู้ที่ตรวจพบว่าระดับในเลือดต่ำมาก แพทย์อาจสั่งให้กินในปริมาณสูงกว่านี้ชั่วคราวเพื่อปรับระดับให้กลับมาปกติ ซึ่งควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์






