หลายคนเข้าใจว่ากินแคลเซียมอย่างเดียวพอสำหรับกระดูกแข็งแรง แต่จริงๆ แล้ววิตามิน D แคลเซียม ต่างกันคนละหน้าที่ และต้องทำงานร่วมกันถึงจะได้ผลเต็มที่ คำถามที่พบบ่อยคือควรกินทั้งคู่ไหม หรือกินตัวเดียวพอ บทความนี้จะอธิบายหน้าที่ที่ต่างกัน ทำไมกินแคลเซียมอย่างเดียวไม่พอ อัตราส่วนที่เหมาะสม และกลุ่มที่ควรกินคู่กันเป็นพิเศษ
อ่านเพิ่มเติม: วิตามิน Dวิตามิน D แคลเซียม ต่างกันยังไง: D ช่วยดูดซึม แคลเซียมคือวัตถุดิบ
แคลเซียมเป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้สร้างมวลกระดูกและฟัน ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างทางกายภาพ ส่วนวิตามิน D ไม่ใช่วัตถุดิบ แต่ทำหน้าที่เป็นตัวช่วยให้ลำไส้ดูดซึมแคลเซียมจากอาหารเข้าสู่กระแสเลือดได้มากขึ้น
เปรียบง่ายๆ แคลเซียมคืออิฐที่ใช้ก่อกำแพง ส่วนสารตัวนี้คือคนงานที่ช่วยขนอิฐเข้าไปวางในตำแหน่งที่ต้องการ มีอิฐกองอยู่เฉยๆ โดยไม่มีคนขน กำแพงก็สร้างไม่สำเร็จ
นอกจากดูดซึมในลำไส้ มันยังช่วยให้ไตดึงแคลเซียมกลับเข้าสู่กระแสเลือดแทนที่จะถูกขับออกทางปัสสาวะ และช่วยควบคุมระดับแคลเซียมในเลือดให้สมดุล
ทำไมกินแคลเซียมอย่างเดียวไม่พอ
หลายคนกินแคลเซียมเสริมในปริมาณสูงแต่ระดับในเลือดหรือมวลกระดูกไม่ดีขึ้นตามที่คาด สาเหตุหลักมักมาจากการขาดตัวช่วยดูดซึม
หากระดับในร่างกายต่ำ ลำไส้จะดูดซึมแคลเซียมจากอาหารได้เพียงประมาณ 10-15% ของปริมาณที่กินเข้าไป ขณะที่ถ้าระดับเพียงพอ การดูดซึมจะเพิ่มขึ้นเป็น 30-40%
นั่นหมายความว่าคนที่กินแคลเซียมในปริมาณสูงโดยไม่มีตัวช่วยนี้เพียงพอ อาจได้ประโยชน์น้อยกว่าที่ควร แคลเซียมส่วนที่ไม่ถูกดูดซึมจะถูกขับออกทางอุจจาระไปเฉยๆ ไม่ได้ถูกนำไปใช้สร้างกระดูกตามที่ตั้งใจ นอกจากนี้การกินแคลเซียมปริมาณมากเกินไปโดยไม่มีตัวช่วยดูดซึมที่ดี ยังอาจเพิ่มความเสี่ยงท้องผูกหรือนิ่วในไตในบางคนได้ด้วย
อัตราส่วนที่เหมาะสมในการกินคู่กัน
ไม่มีอัตราส่วนตายตัวที่ใช้ได้กับทุกคน เพราะขึ้นกับอายุและระดับวิตามิน D ในเลือดของแต่ละคน แต่แนวทางทั่วไปที่ใช้กันคือ
- ผู้ใหญ่ทั่วไป — แคลเซียม 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน คู่กับ 600-800 IU ต่อวัน
- ผู้สูงอายุ 71 ปีขึ้นไป — แคลเซียม 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน คู่กับ 800 IU ต่อวัน เนื่องจากการดูดซึมแคลเซียมลดลงตามอายุ
- หญิงวัยทองหลังหมดประจำเดือน — แคลเซียม 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน คู่กับ 800-1,000 IU ต่อวัน เพราะระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงทำให้มวลกระดูกลดลงเร็วขึ้น
ตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าทั่วไป หากมีภาวะกระดูกพรุนหรือผลตรวจเลือดผิดปกติ ควรให้แพทย์ปรับขนาดให้เหมาะกับแต่ละคน






