ผลสำรวจสุขภาพประชาชนไทย (ครั้งที่ 5) พบว่ากลุ่มอายุ 60–69 ปีเป็นเบาหวานมากที่สุด คือราว 1 ใน 6 ของผู้ชาย และ 1 ใน 5 ของผู้หญิง แต่การดูแลเบาหวานผู้สูงอายุไม่เหมือนกับคนวัยทำงาน ทั้งเรื่องอาการ ค่าเป้าหมาย และยาที่ต้องระวัง
บทความนี้เขียนสำหรับลูกหลานที่ดูแลผู้สูงอายุ ว่าต้องสังเกตอะไร ดูแลอย่างไร และเมื่อไหร่ต้องรีบไปโรงพยาบาล
ทำไมเบาหวานผู้สูงอายุพบบ่อยกว่าวัยอื่น
เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายเปลี่ยนไป 3 อย่างที่ทำให้น้ำตาลสูงง่ายขึ้น
- ดื้ออินซูลินมากขึ้น: มักมาจากน้ำหนักเกินและการขยับร่างกายน้อยลง
- ตับอ่อนผลิตอินซูลินได้น้อยลง
- มวลกล้ามเนื้อลดลง: กล้ามเนื้อเป็นอวัยวะหลักที่ดึงน้ำตาลไปใช้ เมื่อกล้ามเนื้อน้อยลง น้ำตาลจึงค้างในเลือดมากขึ้น
อาการเบาหวานผู้สูงอายุที่ต่างจากคนหนุ่มสาว
นอกจากอาการทั่วไปอย่างกระหายน้ำและปัสสาวะบ่อยแล้ว ผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวานมักมีปัญหาที่ลูกหลานมองว่าเป็นแค่ "แก่ตามวัย" ทั้งที่อาจเป็นภาวะแทรกซ้อนจากน้ำตาลที่สูงมานาน
- แผลหายช้า
- ชาหรือปวดปลายมือปลายเท้า
- สายตาแย่ลง
- ความจำเปลี่ยน หรือกลั้นปัสสาวะไม่ค่อยอยู่
ถ้าพบหลายข้อร่วมกัน ควรพาไปตรวจน้ำตาลและตรวจภาวะแทรกซ้อน
ค่าเป้าหมายน้ำตาลของเบาหวานผู้สูงอายุ
ผู้ใหญ่ทั่วไปที่เป็นเบาหวานมักตั้งเป้า HbA1c (น้ำตาลสะสม) ไว้ต่ำกว่า 7% แต่ในผู้สูงอายุ แนวทางสากลแนะนำให้ ผ่อนเป้าหมายลง ตามสุขภาพโดยรวม
| สุขภาพผู้สูงอายุ | เป้าหมาย HbA1c โดยประมาณ |
|---|---|
| แข็งแรง คาดว่าจะมีชีวิตอีกยาว | 7.0–7.5% |
| มีโรคร่วมปานกลาง | 7.5–8.0% |
| มีหลายโรค หรือสุขภาพเปราะบาง | ราว 8.0–8.5% หรือไม่ยึดตัวเลข เน้นป้องกันน้ำตาลต่ำและน้ำตาลสูงจนมีอาการ |
เพราะการคุมน้ำตาลเข้มเกินไปในผู้สูงอายุ เพิ่มโอกาสเกิดน้ำตาลต่ำรุนแรง
ค่า HbA1c อาจคลาดเคลื่อนได้ถ้ามีภาวะโลหิตจางหรือโรคไต การเจาะน้ำตาลปลายนิ้วจึงยังจำเป็น
ความเสี่ยงพิเศษของเบาหวานผู้สูงอายุ: น้ำตาลต่ำ หกล้ม สมองเสื่อม
น้ำตาลต่ำที่ไม่มีอาการเตือน
ผู้สูงอายุหลายคนมีอาการเตือนน้ำตาลต่ำน้อยลง บางคนไม่มีเลย สัญญาณแรกที่ลูกหลานอาจเห็นคือ
- สมาธิลดลง หรือนิสัยเปลี่ยนไป
- ปวดศีรษะตอนเช้า หรือนอนไม่หลับ
- สับสน พูดติดขัด เดินเซ หรือก้าวร้าวผิดปกติ
อาการเหล่านี้อาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นอาการสมองเสื่อม ถ้าสงสัยให้เจาะน้ำตาลทันที
หกล้ม
น้ำตาลต่ำ สายตาแย่ลง และเท้าชาจากปลายประสาทเสื่อม ล้วนเพิ่มโอกาสหกล้มและบาดเจ็บ
สมองเสื่อม
งานวิจัยติดตามผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวาน 783 คนนาน 12 ปี พบว่าคนที่เคยน้ำตาลต่ำรุนแรงมีความเสี่ยงสมองเสื่อม สูงขึ้น 2 เท่า และคนที่สมองเสื่อมแล้วก็เกิดน้ำตาลต่ำได้บ่อยขึ้น กลายเป็นวงจรที่ส่งผลกันไปมา
เบาหวานผู้สูงอายุ: ยาที่ต้องระวัง
ห้ามหยุดหรือปรับยาเอง แต่ลูกหลานควรรู้ว่ายาไหนต้องจับตา แล้วนำไปคุยกับแพทย์
- ยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย เช่น ไกลเบนคลาไมด์ (glibenclamide) และไกลพิไซด์ (glipizide) ทำให้น้ำตาลต่ำได้บ่อย เกณฑ์การใช้ยาในผู้สูงอายุแนะนำให้เลี่ยงถ้ามียาอื่นที่ปลอดภัยกว่า
- อินซูลินที่ปรับขนาดตามค่าน้ำตาลเป็นมื้อๆ โดยไม่มีอินซูลินพื้นฐาน เพิ่มความเสี่ยงน้ำตาลต่ำ
- ยากลุ่ม SGLT2 (ยาขับน้ำตาลทางปัสสาวะ) ต้องเฝ้าระวังการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะและอวัยวะเพศ
- เมทฟอร์มิน เป็นยาหลักที่ใช้ได้ดี แต่ต้องตรวจการทำงานของไตเป็นระยะ
ถ้าน้ำตาลต่ำบ่อย ให้จดวันเวลาและค่าที่วัดได้ไว้ให้แพทย์ดูเพื่อปรับยา
วิธีดูแลเบาหวานผู้สูงอายุประจำวัน
อาหาร
- กินให้ตรงเวลา ไม่งดมื้อ เพราะการงดมื้อทำให้น้ำตาลต่ำได้
- ใช้จาน 2:1:1 คือผักครึ่งจาน โปรตีน 1 ใน 4 และข้าวไม่ขัดสี 1 ใน 4
- ถ้ากินได้น้อยลงหรือเบื่ออาหาร ให้แจ้งแพทย์ เพราะอาจต้องปรับยา
อ่านเพิ่มเติม: เบาหวานกินอะไรได้บ้าง? รายการอาหารและสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง
ออกกำลังกาย
- เดินเร็ววันละ 10–30 นาที ร่วมกับฝึกทรงตัว เช่น ไทชิ
- ยางยืดหรือท่าลุกนั่งจากเก้าอี้ช่วยรักษากล้ามเนื้อขาและลดการหกล้ม
อ่านเพิ่มเติม: เบาหวานออกกำลังกาย ช่วยได้จริงไหม? วิธีออกกำลังกายที่ปลอดภัย
ติดตามค่าและตรวจร่างกาย
- เจาะน้ำตาลปลายนิ้วตามที่แพทย์สั่ง และจดลงสมุด
- ตรวจเท้าทุกวันแทนผู้สูงอายุ เพราะสายตาไม่ดีและเท้าชาทำให้มองไม่เห็นแผลเอง
- วางลูกอมหรือน้ำผลไม้ไว้ใกล้ตัวผู้สูงอายุเสมอ






