ข้อมูลจากแนวทางเวชปฏิบัติของไทยระบุว่า สัดส่วนคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปที่เป็นเบาหวานเพิ่มจากร้อยละ 6.9 เป็นร้อยละ 8.9 ในเวลาไม่ถึงทศวรรษ และปัจจุบันมีคนไทยป่วยด้วยโรคนี้ไม่น้อยกว่า 4 ล้านคน ที่น่ากังวลคือหลายคนไม่รู้ตัวว่าเป็นเบาหวานจนกว่าจะเกิดภาวะแทรกซ้อนแล้ว
บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าเบาหวานคืออะไร กลไกในร่างกาย ความแตกต่างของแต่ละชนิด ค่าน้ำตาลที่บ่งบอกความเสี่ยง สาเหตุ อาการ ภาวะแทรกซ้อน สัญญาณฉุกเฉินที่ต้องรีบพบแพทย์ และแนวทางควบคุมที่ได้ผลจริง
เบาหวานคืออะไร กลไกอินซูลินและน้ำตาลในเลือด
เบาหวาน (Diabetes Mellitus) คือภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติอย่างต่อเนื่อง เกิดจากความผิดปกติของ อินซูลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ตับอ่อนสร้างขึ้นเพื่อนำน้ำตาลกลูโคสจากกระแสเลือดเข้าสู่เซลล์ไปใช้เป็นพลังงาน
ในภาวะปกติ เมื่อเรากินอาหาร ระดับน้ำตาลในเลือดจะสูงขึ้น ตับอ่อนจึงหลั่งอินซูลินออกมาเพื่อพาน้ำตาลเข้าเซลล์ แต่ในผู้ป่วยเบาหวาน กลไกนี้ผิดปกติได้ 2 แบบหลัก คือตับอ่อนสร้างอินซูลินไม่พอ หรือเซลล์ในร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ไม่ดี (ภาวะดื้ออินซูลิน) ทำให้น้ำตาลค้างอยู่ในกระแสเลือดแทนที่จะเข้าเซลล์ เมื่อเป็นแบบนี้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน น้ำตาลที่สูงจะไปทำลายหลอดเลือดและเส้นประสาททั่วร่างกาย
องค์การอนามัยโลกจัดให้โรคนี้เป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั่วโลก เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป การเข้าใจกลไกพื้นฐานนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญก่อนจะไปดูรายละเอียดแต่ละชนิดและวิธีดูแล
ประเภทของเบาหวาน: Type 1 / Type 2 / Gestational ต่างกันยังไง
เบาหวานไม่ได้มีแบบเดียว แต่ละชนิดมีสาเหตุและวิธีดูแลต่างกัน
| หัวข้อ | เบาหวานชนิดที่ 1 | เบาหวานชนิดที่ 2 | เบาหวานขณะตั้งครรภ์ |
|---|---|---|---|
| สาเหตุหลัก | ภูมิคุ้มกันทำลายเซลล์สร้างอินซูลิน | ภาวะดื้ออินซูลินร่วมกับสร้างไม่พอ | ฮอร์โมนจากรกรบกวนการทำงานของอินซูลิน |
| ช่วงอายุที่พบบ่อย | เด็กและวัยรุ่น | ผู้ใหญ่ น้ำหนักเกิน | ระหว่างตั้งครรภ์ |
| การพึ่งอินซูลิน | ต้องฉีดอินซูลินตลอดชีวิต | อาจใช้ยากินก่อน แล้วค่อยพิจารณาอินซูลิน | ควบคุมด้วยอาหาร บางรายต้องใช้อินซูลิน |
| สัดส่วนที่พบ | พบน้อยกว่า | พบมากที่สุด (ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยทั้งหมด) | พบเฉพาะช่วงตั้งครรภ์ |
ค่าน้ำตาลปกติ vs เสี่ยง vs เบาหวาน (FBS / HbA1c)
การวินิจฉัยเบาหวานอาศัยค่าน้ำตาลในเลือด 2 ตัวหลัก คือค่าน้ำตาลหลังอดอาหาร (FBS) และค่าน้ำตาลสะสม 3 เดือน (HbA1c) ตามเกณฑ์ที่ใช้อ้างอิงในปัจจุบัน
| ระดับ | FBS (มก./ดล.) | HbA1c |
|---|---|---|
| ปกติ | ต่ำกว่า 100 | ต่ำกว่า 5.7% |
| ภาวะเสี่ยง (Prediabetes) | 100–125 | 5.7–6.4% |
| เบาหวาน | 126 ขึ้นไป | 6.5% ขึ้นไป |
ค่าเหล่านี้ต้องตรวจซ้ำและแปลผลโดยแพทย์ร่วมกับอาการทางคลินิก ไม่ควรใช้ค่าครั้งเดียวมาวินิจฉัยตัวเองว่าเป็นหรือไม่เป็นเบาหวาน
นอกจาก FBS และ HbA1c แล้ว แพทย์บางกรณีอาจให้ตรวจการทนต่อน้ำตาล (OGTT) โดยดื่มน้ำตาลกลูโคส 75 กรัมแล้ววัดระดับน้ำตาลที่ 2 ชั่วโมงถัดมา หากอยู่ระหว่าง 140–199 มก./ดล. ถือว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยง และหากตั้งแต่ 200 มก./ดล. ขึ้นไป จะเข้าเกณฑ์วินิจฉัยเช่นเดียวกับ FBS และ HbA1c วิธีนี้มักใช้ในกรณีที่ผลตรวจอื่นยังไม่ชัดเจน หรือในการวินิจฉัยเบาหวานขณะตั้งครรภ์
สาเหตุหลักของเบาหวาน 4 กลุ่ม
1. อาหารและน้ำหนักเกิน — การกินอาหารพลังงานสูง น้ำตาลสูง ร่วมกับภาวะอ้วนโดยเฉพาะไขมันสะสมรอบเอว เป็นตัวกระตุ้นสำคัญของภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งเป็นกลไกหลักของเบาหวานชนิดที่ 2
2. พันธุกรรม — คนที่มีพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นเบาหวานมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะชนิดที่ 2 ที่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมชัดเจน
3. การขาดการออกกำลังกาย — กล้ามเนื้อที่ไม่ได้ใช้งานจะดึงน้ำตาลจากเลือดไปใช้น้อยลง ทำให้เซลล์ตอบสนองต่ออินซูลินแย่ลงเรื่อยๆ
4. โรคและยาบางชนิด — โรคของตับอ่อน ภาวะฮอร์โมนผิดปกติบางชนิด เช่น กลุ่มอาการคุชชิง หรือยาบางกลุ่ม เช่น สเตียรอยด์ขนาดสูงต่อเนื่อง ก็สามารถกระตุ้นให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้เช่นกัน แม้ในคนที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงด้านอาหารหรือพันธุกรรมมาก่อน
ปัจจัยทั้ง 4 กลุ่มนี้มักไม่ได้เกิดแยกกันเดี่ยวๆ แต่ซ้อนทับกันในคนคนเดียวได้ เช่น คนที่มีพันธุกรรมเสี่ยงอยู่แล้ว หากยังกินหวานจัดและไม่ออกกำลังกาย ความเสี่ยงจะยิ่งสูงขึ้นแบบทวีคูณ ไม่ใช่แค่บวกกัน
อาการเบาหวานที่พบบ่อย
- ปัสสาวะบ่อยและปริมาณมาก — เพราะไตพยายามขับน้ำตาลส่วนเกินออกทางปัสสาวะ
- หิวน้ำมากผิดปกติ — เป็นผลตามมาจากการเสียน้ำทางปัสสาวะที่มากขึ้น
- ตาพร่ามัว — น้ำตาลสูงทำให้เลนส์ตาบวม มองเห็นไม่ชัดชั่วคราว
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ — พบได้บ่อยในเบาหวานชนิดที่ 1
- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย — เพราะเซลล์ขาดพลังงานจากน้ำตาลที่เข้าเซลล์ไม่ได้
- แผลหายช้า ชาปลายมือปลายเท้า — สัญญาณของหลอดเลือดและเส้นประสาทที่เริ่มถูกทำลาย
หลายคนไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก โดยเฉพาะชนิดที่ 2 จึงควรตรวจสุขภาพประจำปีแม้ไม่มีอาการ






