คนไทยกว่า 13 ล้านคนเป็นโรคความดันโลหิตสูง และมากกว่าครึ่งหนึ่งไม่รู้ตัวว่าป่วย เพราะโรคนี้มักไม่แสดงอาการจนกว่าจะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น หัวใจวาย หรือหลอดเลือดสมองแตก
นั่นคือเหตุผลที่แพทย์ทั่วโลกเรียกความดันโลหิตสูงว่า "ฆาตกรเงียบ"
บทความนี้จะอธิบายว่าความดันโลหิตสูงคืออะไร ค่าไหนที่ต้องระวัง สาเหตุที่แท้จริง และวิธีควบคุมที่ได้ผลจริงในชีวิตประจำวัน
ความดันโลหิตสูงคืออะไร?
ความดันโลหิต (Blood Pressure) คือแรงดันที่เลือดกดต่อผนังหลอดเลือดขณะหัวใจสูบฉีด วัดเป็นค่า 2 ตัว คือ
- Systolic (ความดันตัวบน) — แรงดันขณะหัวใจบีบตัว
- Diastolic (ความดันตัวล่าง) — แรงดันขณะหัวใจคลายตัว
หน่วยที่ใช้คือ มิลลิเมตรปรอท (mmHg)
ค่าปกติ vs ผิดปกติ
| ระดับ | Systolic (ตัวบน) | Diastolic (ตัวล่าง) | ความหมาย |
|---|---|---|---|
| Normal | น้อยกว่า 120 | น้อยกว่า 80 | ปกติ |
| Elevated | 120–129 | น้อยกว่า 80 | เริ่มสูงผิดปกติ |
| Stage 1 | 130–139 | 80–89 | ความดันสูงระยะที่ 1 |
| Stage 2 | 140 ขึ้นไป | 90 ขึ้นไป | ความดันสูงระยะที่ 2 |
| Hypertensive Crisis | สูงกว่า 180 | สูงกว่า 120 | ฉุกเฉิน ต้องพบแพทย์ทันที |
โดยทั่วไปแพทย์จะวินิจฉัยว่าเป็นความดันโลหิตสูงเมื่อวัดได้ 130/80 mmHg ขึ้นไป ในหลายครั้งที่วัด ในทางตรงกันข้าม ความดันโลหิตต่ำก็เป็นภาวะที่ต้องระวังเช่นกัน แม้จะมีอาการและความเสี่ยงต่างจากความดันสูงอย่างชัดเจน
อ่านเพิ่มเติม: ความดันโลหิตต่ำก็เป็นภาวะที่ต้องระวังเช่นกัน
ประเภทของความดันโลหิตสูง
Primary Hypertension (ความดันสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุ)
พบมากที่สุด — คิดเป็นกว่า 90–95% ของผู้ป่วยทั้งหมด ไม่มีสาเหตุเดียวชัดเจน แต่เกิดจากหลายปัจจัยสะสมกัน เช่น อายุ พันธุกรรม อาหาร และพฤติกรรมการใช้ชีวิต มักพัฒนาขึ้นช้าๆ ในหลายปี
Secondary Hypertension (ความดันสูงที่มีโรคต้นเหตุ)
พบน้อยกว่า — ประมาณ 5–10% เกิดจากโรคอื่นโดยตรง เช่น
- โรคไตเรื้อรัง
- เนื้องอกต่อมหมวกไต (Pheochromocytoma)
- ไทรอยด์ทำงานผิดปกติ
- Sleep Apnea
- ยาบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิด ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs
ข้อแตกต่างสำคัญคือ Secondary Hypertension มักรักษาหายได้ถ้าแก้ที่ต้นเหตุ
ทำไมถึงเรียกว่า "ฆาตกรเงียบ"?
เพราะความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่ ไม่มีอาการ ที่ชัดเจน คนจำนวนมากใช้ชีวิตปกติโดยไม่รู้ว่าความดันสูงมาเป็นปีๆ กว่าจะรู้ตัวก็มักเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงไปแล้ว เช่น หัวใจวายหรือหลอดเลือดสมองแตก
อ่านเพิ่มเติม: ไม่มีอาการ ที่ชัดเจนต่างจากอาการเจ็บปวดทั่วไปที่ร่างกายส่งสัญญาณเตือน ความดันสูงทำลายอวัยวะภายในอย่างเงียบๆ ทุกวัน
สาเหตุของความดันโลหิตสูง
อาหาร — โซเดียมและอาหารแปรรูป
โซเดียมส่วนเกินทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำ ปริมาณเลือดเพิ่ม ความดันจึงสูงขึ้น คนไทยส่วนใหญ่บริโภคโซเดียมเฉลี่ย 3,000–4,000 mg ต่อวัน ซึ่งเกินกว่าที่ WHO แนะนำเกือบ 2 เท่า (ไม่เกิน 2,000 mg/วัน)
อาหารที่ควรระวัง ได้แก่
- น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส
- อาหารกระป๋องและอาหารแปรรูป
- อาหารจานด่วนและอาหารแช่แข็ง
- ขนมขบเคี้ยวและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
พฤติกรรมการใช้ชีวิต
- สูบบุหรี่ — นิโคตินทำให้หลอดเลือดหดตัวและความดันพุ่งขึ้นทันที
- ดื่มแอลกอฮอล์ — ดื่มเกิน 2 ดริ๊งค์ต่อวันทำให้ความดันสูงขึ้นเรื่อยๆ
- ไม่ออกกำลังกาย — หัวใจและหลอดเลือดที่ไม่ได้รับการฝึก ทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือด
- น้ำหนักเกิน — ทุกน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น 1 kg ความดันเพิ่มประมาณ 1 mmHg
ความเครียดเรื้อรัง
เมื่อเครียด ร่างกายหลั่งฮอร์โมน Cortisol และ Adrenaline ทำให้หัวใจเต้นเร็ว หลอดเลือดหดตัว และความดันพุ่งขึ้นชั่วคราว หากเครียดเรื้อรังโดยไม่จัดการ กลไกนี้ทำงานต่อเนื่องจนความดันสูงถาวร
โรคประจำตัวและพันธุกรรม
- โรคไตเรื้อรัง ทำให้ร่างกายกักเก็บโซเดียมและน้ำมากเกิน
- ต่อมหมวกไตผิดปกติ หลั่งฮอร์โมนที่ทำให้ความดันสูง
- ไทรอยด์ทำงานผิดปกติ กระทบการทำงานของหัวใจ
- ประวัติครอบครัวเป็นความดันสูง เพิ่มความเสี่ยงสูงมาก ผู้สูงอายุเองก็มีความเสี่ยงความดันสูงมากกว่ากลุ่มอื่นเช่นกัน เนื่องจากหลอดเลือดแข็งตัวตามวัย






