เมื่อเกิดอาการน้ำท่วมปอดเฉียบพลัน การให้ปฐมพยาบาลที่ถูกต้องในช่วงไม่กี่นาทีแรกสามารถช่วยชีวิตได้ แต่หลายคนยังไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรเมื่อตัวเองหรือคนใกล้ตัวมีอาการหายใจไม่ออกอย่างกะทันหัน บทความนี้จะแนะนำขั้นตอนปฐมพยาบาลน้ำท่วมปอดอย่างละเอียด ตั้งแต่สิ่งที่ต้องทำทันทีเมื่อสงสัยว่าเป็น ท่านั่งที่ช่วยให้หายใจง่ายขึ้น สิ่งที่ห้ามทำโดยเด็ดขาด วิธีโทรแจ้ง 1669 และข้อมูลที่ต้องบอก การดูแลระหว่างรอรถพยาบาล และการเตรียมตัวก่อนถึงโรงพยาบาล เพื่อให้คุณสามารถช่วยเหลือได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที
สิ่งที่ต้องทำทันทีเมื่อสงสัยว่าเป็น
การตอบสนองอย่างรวดเร็วและถูกต้องในนาทีแรกๆ สำคัญมากต่อการช่วยชีวิตผู้ป่วยน้ำท่วมปอด
ประเมินอาการอย่างรวดเร็ว
สังเกตอาการหลักที่บ่งบอกว่าอาจเป็นน้ำท่วมปอด ได้แก่ หายใจลำบากรุนแรงอย่างกะทันหัน หายใจเร็วเกิน 30 ครั้งต่อนาที รู้สึกเหมือนกำลังจะสำลัก ไอมีเสมหะสีชมพูฟองฟู่ ริมฝีปากหรือปลายนิ้วเขียวคล้ำ และหน้าอกตึงเจ็บ
ถ้าผู้ป่วยยังรู้สึกตัวดี ถามคำถามสั้นๆ เพื่อประเมินความรุนแรง เช่น "หายใจไม่ออกใช่ไหม" "เจ็บหน้าอกไหม" "มีโรคหัวใจอยู่แล้วใช่ไหม" ถ้าผู้ป่วยพูดได้แค่คำสองคำก็หยุดหายใจ แสดงว่าอาการรุนแรงมาก
ตรวจชีพจรและสังเกตการหายใจ ถ้าหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ หายใจตื้นและเร็วมาก หรือมีเสียงวี๊ดกรอกเวลาหายใจ แสดงว่าเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบโทร 1669 ทันที
เรียกความช่วยเหลือทันที
อย่าลังเลที่จะโทรเรียกรถพยาบาล 1669 ทันทีเมื่อสงสัยว่าเป็นน้ำท่วมปอด ไม่ควรรอดูอาการหรือพยายามพาผู้ป่วยไปโรงพยาบาลด้วยรถส่วนตัว เพราะผู้ป่วยอาจหมดสติหรืออาการแย่ลงระหว่างทางได้
ถ้ามีคนช่วยเหลืออยู่ ให้คนหนึ่งโทรเรียกรถพยาบาลในขณะที่อีกคนช่วยดูแลผู้ป่วย ถ้าอยู่คนเดียวให้โทรเรียกรถพยาบาลก่อน แล้วค่อยกลับมาช่วยผู้ป่วย
อย่าปล่อยให้ผู้ป่วยอยู่คนเดียว ควรมีคนอยู่เฝ้าสังเกตอาการตลอดเวลาเพราะอาการอาจเปลี่ยนแปลงเร็วมาก
ท่าที่ช่วยให้หายใจง่ายขึ้น
การจัดท่าทางที่เหมาะสมช่วยให้ผู้ป่วยหายใจได้ง่ายขึ้นและลดความดันในปอด
ท่านั่งตัวตรงห้อยขา
ท่าที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยน้ำท่วมปอดคือนั่งตัวตรง 90 องศา ห้อยขาลงจากขอบเตียงหรือเก้าอี้ ท่านี้ช่วยให้แรงโน้มถ่วงดึงของเหลวลงมาส่วนล่างของปอด ทำให้ถุงลมปอดส่วนบนโล่งขึ้นและหายใจได้ง่ายขึ้น
ให้ผู้ป่วยพิงหลังพนักเก้าอี้หรือกองหมอนไว้ข้างหลัง เพื่อไม่ให้ล้มหงาย ส่วนแขนให้วางบนโต๊ะหรือที่ท้าวแขนเพื่อช่วยค้ำจุนลำตัว
ห้ามให้ผู้ป่วยนอนราบเด็ดขาด เพราะจะทำให้ของเหลวกระจายทั่วปอดและอาการแย่ลงอย่างรวดเร็ว แม้แต่การนอนศีรษะสูงก็ยังไม่ดีเท่ากับการนั่งตัวตรง
ท่า Tripod
ถ้าผู้ป่วยหายใจลำบากมากและนั่งพิงพนักไม่พอ ให้ใช้ท่า Tripod คือนั่งตัวตรงโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย แขนทั้งสองข้างเอาไปค้ำบนโต๊ะหรือเข่าของตัวเอง ท่านี้ช่วยให้กล้ามเนื้อหน้าอกและคอทำงานได้เต็มที่ ปอดขยายตัวได้มากขึ้น
อย่าบังคับให้ผู้ป่วยเปลี่ยนท่าถ้าเขารู้สึกสะดวกในท่าที่นั่งอยู่ เพราะร่างกายของผู้ป่วยรู้ว่าท่าไหนหายใจได้ง่ายที่สุด
คลายเสื้อผ้าที่รัดแน่น
คลายปุ่มเสื้อหรือสายรัดเอวที่รัดแน่นบริเวณคอและหน้าอกทันที เพื่อให้หายใจได้สะดวกขึ้น ถ้าใส่เน็คไทให้คลายออก ถ้าใส่ยกทรงหรือเสื้อชั้นในรัดแน่นก็ควรคลายหรือถอดออก
เปิดหน้าต่างหรือประตูให้อากาศถ่ายเทดี ถ้าอยู่ในห้องแอร์ให้เปิดประตูหน้าต่างเพื่อให้มีอากาศบริสุทธิ์เข้ามาเพิ่ม
ถ้ามีพัดลมให้เปิดพัดลมแรงอ่อนๆ พัดมาทางหน้าผู้ป่วยจากระยะไกล การได้รับลมพัดหน้าช่วยให้รู้สึกว่าหายใจได้ง่ายขึ้นและลดความตื่นตระหนก
สิ่งที่ห้ามทำโดยเด็ดขาด
มีหลายสิ่งที่ถ้าทำผิดอาจทำให้อาการแย่ลงหรืออันตรายถึงชีวิต
ห้ามให้นอนราบ
อย่าให้ผู้ป่วยนอนราบโดยเด็ดขาด แม้แต่นอนหงายศีรษะสูงก็ยังไม่ดีเท่ากับการนั่งตัวตรง การนอนราบทำให้ของเหลวในปอดกระจายทั่วถุงลมปอดอย่างรวดเร็ว ทำให้หายใจลำบากมากขึ้นและอาจหมดสติได้
ถ้าผู้ป่วยเริ่มสลบหรือหมดสติ ให้ค้ำให้นั่งตัวตรงต่อไปหรือให้นอนตะแคงข้างหนึ่ง แต่ไม่ให้นอนหงาย เพื่อป้องกันเสมหะหรือน้ำลายไหลอุดทางเดินหายใจ
ห้ามให้น้ำหรืออาหาร
ห้ามให้ผู้ป่วยดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารอะไรทั้งสิ้น แม้จะขอก็ตาม เพราะผู้ป่วยที่หายใจลำบากรุนแรงมีโอกาสสำลักได้ง่าย และอาจต้องใส่ท่อช่วยหายใจเมื่อถึงโรงพยาบาล ซึ่งต้องการให้กระเพาะอาหารว่าง
ถ้าปากแห้งมากให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดริมฝีปากเบาๆ แต่อย่าให้ดื่มน้ำ
ห้ามให้ยาทุกชนิดโดยไม่ได้รับคำสั่งจากแพทย์ แม้แต่ยาหัวใจที่ผู้ป่วยกินเป็นประจำ เว้นแต่ผู้ป่วยจะมียา Nitroglycerin ที่แพทย์สั่งไว้ให้ใช้เมื่อมีอาการเฉียบพลัน
ห้ามขับรถพาไปเอง
อย่าพยายามขับรถพาผู้ป่วยไปโรงพยาบาลด้วยรถส่วนตัว เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้ถ้าผู้ป่วยหมดสติหรืออาการแย่ลงระหว่างทาง นอกจากนี้รถพยาบาลมีอุปกรณ์ช่วยชีวิต เช่น ออกซิเจน และเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญที่สามารถดูแลระหว่างทางได้
ถ้าอยู่ในพื้นที่ห่างไกลที่รถพยาบาลไม่สามารถมาถึงได้ภายใน 30 นาที จึงค่อยพิจารณาพาไปเองโดยต้องมีคนขับและคนคอยช่วยเหลือผู้ป่วยแยกจากกัน
ห้ามปล่อยให้ผู้ป่วยอยู่คนเดียว
อย่าปล่อยให้ผู้ป่วยอยู่คนเดียวเด็ดขาด ต้องมีคนอยู่เฝ้าตลอดเวลาเพราะอาการอาจเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ผู้ป่วยอาจหมดสติ หยุดหายใจ หรือหัวใจหยุดเต้นได้ทุกเมื่อ
ถ้าจำเป็นต้องออกไปเรียกความช่วยเหลือ ให้ทำให้เร็วที่สุดและรีบกลับมาทันที
วิธีโทรแจ้ง 1669 และข้อมูลที่ต้องบอก
การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนต่อเจ้าหน้าที่ 1669 ช่วยให้ได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมและรวดเร็วขึ้น
ข้อมูลสำคัญที่ต้องบอก
เมื่อโทรไปที่ 1669 ให้พูดชัดเจนว่า "มีผู้ป่วยหายใจไม่ออก สงสัยว่าเป็นน้ำท่วมปอด" แล้วให้ข้อมูลดังนี้
ที่อยู่ที่แน่นอน บอกเลขที่บ้าน ซอย ถนน แขวง เขต จังหวัด และจุดสังเกตที่เห็นได้ชัด เช่น ใกล้ร้าน 7-Eleven หรือปากซอย ถ้าอยู่ในอาคารให้บอกชื่ออาคาร ชั้น และหมายเลขห้อง
อาการของผู้ป่วยอย่างละเอียด เช่น "หายใจไม่ออก หายใจเร็วมาก ริมฝีปากเขียว ไอมีเสมหะสีชมพู" ยิ่งบอกอาการละเอียดเท่าไร เจ้าหน้าที่จะเตรียมอุปกรณ์และทีมแพทย์ได้เหมาะสมเท่านั้น
อายุและโรคประจำตัวของผู้ป่วย เช่น "อายุ 65 ปี มีโรคหัวใจล้มเหลว" ข้อมูลนี้สำคัญมากต่อการเตรียมความพร้อมของทีมแพทย์
ยาที่ผู้ป่วยกินเป็นประจำ โดยเฉพาะยาหัวใจ ยาขับปัสสาวะ หรือยาแก้เลือดแข็งตัว
ฟังคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่
เจ้าหน้าที่ 1669 จะแนะนำวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่คุณสามารถทำได้ระหว่างรอรถพยาบาล ให้ฟังและปฏิบัติตามอย่างใกล้ชิด
อย่าวางสายจนกว่าเจ้าหน้าที่จะบอกให้วาง บางครั้งเจ้าหน้าที่ต้องการอยู่ในสายเพื่อแนะนำการปฐมพยาบาลหรือติดตามสถานการณ์
ถ้าอาการของผู้ป่วยเปลี่ยนแปลงระหว่างรอรถพยาบาล เช่น หมดสติ หยุดหายใจ หรือดีขึ้น ให้โทรกลับไปแจ้งที่ 1669 ทันที
เตรียมคนไปรับรถพยาบาล
ถ้าอยู่ในซอยลึกหรือตึกใหญ่ ให้มีคนไปรอรับรถพยาบาลที่ปากซอยหรือล็อบบี้ เพื่อนำทางให้รถพยาบาลมาถึงได้เร็วขึ้น
เปิดไฟหน้าบ้านหรือประตูให้พร้อม เพื่อไม่ต้องเสียเวลาเปิดเมื่อรถพยาบาลมาถึง
ควบคุมสัตว์เลี้ยงให้อยู่ในที่ปลอดภัย เพื่อไม่ให้มารบกวนหรือทำอันตรายต่อเจ้าหน้าที่
การดูแลระหว่างรอรถพยาบาล
การดูแลที่ถูกต้องระหว่างรอรถพยาบาลช่วยทำให้อาการไม่แย่ลงและเพิ่มโอกาสรอดชีวิต
สังเกตและบันทึกอาการ
สังเกตอาการของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดและบันทึกไว้ เช่น จำนวนครั้งที่หายใจต่อนาที สีของริมฝีปากและปลายนิ้ว ความรู้สึกตัว และอาการอื่นๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป
ถ้ามีเครื่องวัดความดันโลหิตและเครื่องวัดออกซิเจนในเลือด (Pulse oximeter) ที่บ้าน ให้วัดและบันทึกค่าไว้เพื่อแจ้งแพทย์
ดูนาฬิกาและจดเวลาที่อาการเริ่มต้น เวลาที่โทรเรียกรถพยาบาล และการเปลี่ยนแปลงของอาการ ข้อมูลเหล่านี้สำคัญต่อแพทย์ในการวินิจฉัยและรักษา
ให้ออกซิเจนถ้ามี
ถ้าบ้านมีถังออกซิเจนไว้ใช้เป็นประจำ ให้เปิดใช้ทันทีโดยปรับอัตราการไหลตามที่แพทย์เคยสั่งไว้ หรือเปิดสูงสุดที่ 4-6 ลิตรต่อนาทีถ้าไม่แน่ใจ
ใส่หน้ากากออกซิเจนหรือสายออกซิเจนให้ถูกวิธี ตรวจสอบว่าสายไม่พันกันและออกซิเจนไหลออกมาจริง
ถ้าไม่มีออกซิเจนที่บ้าน อย่าพยายามหาวิธีอื่นทดแทน เช่น การใช้ถุงพลาสติก ซึ่งอันตรายมาก
ใช้ยาฉุกเฉินถ้ามี
ถ้าผู้ป่วยมียา Nitroglycerin แบบใต้ลิ้นที่แพทย์สั่งไว้ให้ใช้เมื่อมีอาการเฉียบพลัน ให้ใช้ได้ตามคำสั่งของแพทย์ โดยวางเม็ดยาไว้ใต้ลิ้น 1 เม็ด รอ 5 นาที ถ้าอาการไม่ดีขึ้นอาจให้อีก 1 เม็ด ไม่เกิน 3 เม็ดภายใน 15 นาที
ถ้าผู้ป่วยมียาหอบหืดแบบพ่น (Inhaler) และเคยได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้ใช้เมื่อหายใจลำบาก อาจให้ใช้ได้ 2-4 พัฟ
อย่าให้ยาอื่นๆ ที่ไม่แน่ใจหรือไม่ได้รับคำสั่งจากแพทย์ เพราะอาจทำให้อาการแย่ลงได้
ลดความตื่นตระหนก
พูดคุยกับผู้ป่วยด้วยน้ำเสียงสงบและมั่นใจ บอกว่า "รถพยาบาลกำลังมา อีกไม่นานจะได้รับการรักษาแล้ว" ความวิตกกังวลทำให้หายใจเร็วขึ้นและอาการแย่ลงได้
สอนให้ผู้ป่วยหายใจช้าๆ ลึกๆ โดยนับ "หายใจเข้า 1 2 3 หายใจออก 1 2 3 4" การหายใจอย่างมีจังหวะช่วยลดความตื่นตระหนกและทำให้หายใจได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
คนที่อยู่ข้างๆ ต้องสงบและไม่แสดงความตื่นตระหนก อย่าพูดเรื่องน่ากลัวหรือคาดเดาผลร้ายต่อหน้าผู้ป่วย
เตรียมตัวอย่างไรก่อนถึงโรงพยาบาล
การเตรียมข้อมูลและสิ่งของที่จำเป็นล่วงหน้าช่วยให้การรักษาที่โรงพยาบาลรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เตรียมเอกสารและข้อมูล
รวบรวมบัตรประชาชนและบัตรประกันสุขภาพของผู้ป่วย ถ้าหาไม่เจอให้จดหมายเลขบัตรประชาชนไว้
จดรายชื่อยาทั้งหมดที่ผู้ป่วยกินเป็นประจำ หรือถ้ามีเวลาให้เก็บยาทุกชนิดใส่ถุงพลาสติกนำไปด้วย ข้อมูลนี้สำคัญมากต่อแพทย์
จดประวัติการแพ้ยาหรือแพ้อาหาร ถ้ามี
เตรียมเบอร์โทรศัพท์ของญาติใกล้ชิดที่ต้องการให้แจ้งข่าว
ถ้ามีเอกสารทางการแพทย์สำคัญ เช่น ผลตรวจหัวใจล่าสุด ใบรับรองแพทย์ หรือประวัติการรักษา ให้เก็บไปด้วยถ้าหยิบได้สะดวก แต่อย่าเสียเวลาค้นหานาน
เตรียมสิ่งของจำเป็น
เตรียมเสื้อผ้าสำรองไว้ 1-2 ชุด ผู้ป่วยอาจต้องอยู่โรงพยาบาลหลายวัน
เตรียมเงินสดหรือบัตรเครดิตสำหรับค่าใช้จ่ายเบื้องต้น แม้จะมีประกันสุขภาพก็อาจต้องจ่ายค่าบริการบางอย่างก่อน
ถ้าผู้ป่วยใส่แว่นตาหรือฟันปลอมอยู่เป็นประจำ ให้นำไปด้วย
ถ้ามีสมุดบันทึกสุขภาพหรือสมุดบันทึกการกินยาให้นำไปด้วย
ญาติควรเตรียมใจ
ญาติที่ไปกับผู้ป่วยควรเป็นคนที่รู้ประวัติการรักษาและสามารถตัดสินใจแทนผู้ป่วยได้ถ้าจำเป็น
เตรียมใจว่าอาจต้องตัดสินใจเรื่องการรักษาที่สำคัญ เช่น การใส่ท่อช่วยหายใจ การทำ CPR ถ้าหัวใจหยุด หรือการผ่าตัดฉุกเฉิน
อย่าตื่นตระหนกจนเกินไป พยายามฟังคำอธิบายของแพทย์อย่างตั้งใจและถามให้เข้าใจถ้าสงสัย
FAQ — คำถามที่พบบ่อย
Q: ถ้าไม่แน่ใจว่าเป็นน้ำท่วมปอดจริงหรือไม่ควรโทร 1669 ไหม?
A: ควรโทร 1669 ทันทีถ้ามีอาการหายใจไม่ออกรุนแรง แม้จะไม่แน่ใจว่าเป็นน้ำท่วมปอดหรือไม่ เพราะอาการหายใจไม่ออกเฉียบพลันทุกกรณีเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรักษาทันที อย่ากังวลว่าจะเรียกรถพยาบาลโดยใช่เหตุ การตัดสินใจว่าเป็นหรือไม่เป็นน้ำท่วมปอดเป็นหน้าที่ของแพทย์ ไม่ใช่ของคนทั่วไป การโทรเรียกความช่วยเหลือเร็วช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิต
Q: ถ้าผู้ป่วยบอกว่านอนราบสบายกว่านั่งควรให้นอนไหม?
A: ไม่ควร ถ้าสงสัยว่าเป็นน้ำท่วมปอดต้องให้นั่งตัวตรงเสมอ แม้ผู้ป่วยจะบอกว่านอนสบายกว่า เพราะเมื่อนอนราบของเหลวจะกระจายทั่วปอดอย่างรวดเร็วและอาการจะแย่ลงทันที ผู้ป่วยที่อ่อนแรงมากอาจรู้สึกว่านอนสบายกว่าเพราะไม่ต้องออกแรงค้ำตัวเอง แต่จริงๆ แล้วการนอนทำให้หายใจลำบากมากขึ้น ควรช่วยค้ำจุนให้ผู้ป่วยนั่งได้โดยสะดวก
Q: รถพยาบาลมาช้าควรพาไปโรงพยาบาลเองไหม?
A: ถ้ารถพยาบาลบอกว่าจะมาถึงภายใน 15-20 นาที ควรรออดทนเพราะรถพยาบาลมีอุปกรณ์ช่วยชีวิตและเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ แต่ถ้าอยู่ในพื้นที่ห่างไกลมากและรถพยาบาลบอกว่าจะมาช้ากว่า 30 นาที หรืออาการของผู้ป่วยแย่ลงอย่างรวดเร็ว อาจต้องพิจารณาพาไปเอง โดยต้องมีคนขับและคนดูแลผู้ป่วยแยกจากกัน ให้ผู้ป่วยนั่งตัวตรงตลอดทาง และโทรแจ้งโรงพยาบาลล่วงหน้าว่ากำลังพาผู้ป่วยหายใจไม่ออกมา
Q: ถ้าผู้ป่วยหมดสติระหว่างรอรถพยาบาลควรทำอย่างไร?
A: ถ้าผู้ป่วยหมดสติแต่ยังหายใจอยู่ ให้จัดท่านอนตะแคงข้างหนึ่ง ศีรษะเอียงลงเล็กน้อยเพื่อป้องกันเสมหะหรือน้ำลายไหลอุดทางเดินหายใจ อย่าให้นอนหงาย โทรกลับไปแจ้ง 1669 ทันทีว่าผู้ป่วยหมดสติแล้ว ถ้าผู้ป่วยหยุดหายใจหรือหายใจช้ามากผิดปกติ ให้เริ่มกดหน้าอกช่วยชีวิต (CPR) ทันที โดยกดบริเวณกลางหน้าอกลึก 5-6 เซนติเมตร เร็ว 100-120 ครั้งต่อนาที จนกว่ารถพยาบาลจะมาถึง
Q: ควรนำยาที่ผู้ป่วยกินเป็นประจำไปโรงพยาบาลด้วยไหม?
A: ควรนำไปทุกชนิดถ้าเก็บได้สะดวก หรืออย่างน้อยต้องจดรายชื่อยาทั้งหมดพร้อมขนาดที่กิน ข้อมูลเรื่องยาสำคัญมากต่อแพทย์ในการวินิจฉัยและวางแผนการรักษา โดยเฉพาะยาหัวใจ ยาขับปัสสาวะ ยาแก้เลือดแข็งตัว และยาเบาหวาน ถ้าจำชื่อยาไม่ได้ให้ถ่ายรูปกล่องยาหรือนำกล่องยาไปให้แพทย์ดู อย่าเสียเวลาค้นหายานานเกินไปถ้าผู้ป่วยอาการรุนแรงมาก ให้ขึ้นรถพยาบาลไปก่อนและให้ญาติคนอื่นนำยาตามไปทีหลัง
References
- American Heart Association. Emergency Response to Acute Heart Failure. heart.org
- Mayo Clinic. First Aid for Breathing Difficulties and Pulmonary Edema. mayoclinic.org
- Cleveland Clinic. What to Do During a Respiratory Emergency. clevelandclinic.org
- Johns Hopkins Medicine. Emergency Care for Heart Failure Patients. hopkinsmedicine.org
- European Resuscitation Council. First Aid Guidelines for Cardiac and Respiratory Emergencies. erc.edu
- National Institute for Health and Care Excellence. Acute Heart Failure Emergency Management. nice.org.uk
- American College of Emergency Physicians. Pre-Hospital Care for Pulmonary Edema. acep.org
- Red Cross. Emergency First Aid for Breathing Problems. redcross.org






