การรักษาอาหารเป็นพิษส่วนใหญ่สามารถทำได้ที่บ้านด้วยการดูแลที่ถูกวิธี โดยเฉพาะการให้ของเหลวและเกลือแร่อย่างเพียงพอเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยและอันตรายที่สุด บทความนี้จะอธิบายขั้นตอนการรักษาอาหารเป็นพิษเบื้องต้น การใช้ยาที่ถูกต้อง และวิธีดูแลร่างกายให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น
การรักษาอาหารเป็นพิษหลักๆ ประกอบด้วย: การให้น้ำและเกลือแร่อย่างเพียงพอ การพักผ่อน การกินอาหารอ่อนค่อยเป็นค่อยไป และการใช้ยาแก้อาการเมื่อจำเป็น ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นภายใน 2-5 วัน โดยไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ
อ่านเพิ่มเติม: อาหารเป็นพิษการให้ของเหลวและเกลือแร่ — สิ่งสำคัญที่สุดในการรักษา
ทำไมต้องให้น้ำและเกลือแร่
ท้องเสียและอาเจียนทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ (โซเดียม โพแทสเซียม) อย่างรวดเร็ว การขาดน้ำรุนแรงอาจทำให้ไตวาย หัวใจเต้นผิดจังหวะ หมดสติ และเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ
สัญญาณขาดน้ำที่ต้องระวัง:
- ปากแห้ง ลิ้นแห้ง เหนียว
- ปัสสาวะน้อย สีเข้มมาก
- เวียนศีรษะ ตาลายเมื่อลุกยืน
- ผิวหนังไม่ยืดหยุ่น หนีบไม่กลับเร็ว
- อ่อนเพลียมาก ใจสั่น
น้ำเกลือแร่ทางการแพทย์ (ORS)
น้ำเกลือแร่ทางการแพทย์เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะมีสัดส่วนน้ำตาล เกลือ และแร่ธาตุที่เหมาะสมกับการดูดซึมในลำไส้
วิธีใช้:
- ผสมผงน้ำเกลือแร่ 1 ซอง (ORS) กับน้ำสะอาด 200-250 มล.
- ดื่มทีละน้อยบ่อยๆ 2-3 อึกทุก 10-15 นาที
- เป้าหมาย: ผู้ใหญ่ 2-3 ลิตรต่อวัน เด็ก 50-100 มล./กก.
- ถ้าอาเจียนออก รอ 10 นาที แล้วให้ใหม่ทีละน้อยลง
สำหรับเด็ก:
- อายุต่ำกว่า 6 เดือน: ให้ทีละ 1-2 ช้อนโต๊ะทุก 5 นาที
- อายุ 6 เดือน - 2 ปี: ให้ทีละ 50-100 มล. ทุกครั้งที่ถ่าย
- อายุ 2 ปีขึ้นไป: ให้ทีละ 100-200 มล. ทุกครั้งที่ถ่าย
น้ำเกลือแร่ทำเอง (กรณีฉุกเฉิน)
ถ้าหาน้ำเกลือแร่ ORS ไม่ได้ สามารถทำเองได้:
สูตร:
- น้ำสะอาด 1 ลิตร
- น้ำตาลทราย 6 ช้อนชา
- เกลือ 1/2 ช้อนชา
ผสมให้เข้ากัน ดื่มภายใน 24 ชั่วโมง เก็บในตู้เย็น
ข้อควรระวัง: น้ำเกลือแร่ทำเองไม่มีโพแทสเซียมและแร่ธาตุครบ ถ้าใช้นานเกิน 1 วัน ควรหา ORS มาใช้แทน
เครื่องดื่มที่ควรหลีกเลี่ยง
- น้ำเปล่าอย่างเดียว — ไม่มีเกลือแร่ อาจทำให้เสียสมดุลโซเดียม
- น้ำหวาน น้ำอัดลม — น้ำตาลสูงเกินไป ทำให้ท้องเสียมากขึ้น
- น้ำผลไม้เข้มข้น — กรดสูง กระตุ้นกระเพาะ
- นม กาแฟ แอลกอฮอล์ — กระตุ้นลำไส้ ทำให้ท้องเสียหนักขึ้น
การรักษาด้วยยาแก้อาการ
ยาลดไข้ แก้ปวด
Paracetamol (พาราเซตามอล)
- ใช้ลดไข้และแก้ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ
- ขนาด: ผู้ใหญ่ 500-1,000 มก. ทุก 4-6 ชั่วโมง
- ปลอดภัยสำหรับเด็กและหญิงตั้งครรภ์
- ดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อป้องกันตับ
หลีกเลี่ยง Ibuprofen/Aspirin — อาจระคายกระเพาะที่อักเสบอยู่แล้ว ทำให้อาการแย่ลง
ยาแก้คลื่นไส้ อาเจียน
Domperidone หรือ Metoclopramide
- ช่วยลดอาการคลื่นไส้และอาเจียน
- ต้องได้รับคำสั่งจากแพทย์
- ไม่แนะนำให้ใช้เองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
วิธีธรรมชาติ:
- ดมกลิ่นมิ้นต์ เลมอน
- กินขิงสด น้ำขิง (ถ้าไม่อาเจียนรุนแรง)
- หายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ
ยาแก้ท้องเสีย — ใช้ด้วยความระมัดระวัง
Loperamide (โลเปอราไมด์)
- ไม่แนะนำ ในระยะแรกของอาหารเป็นพิษ
- ท้องเสียเป็นวิธีขับเชื้อโรคออก การหยุดท้องเสียอาจทำให้เชื้อสะสมในลำไส้
- ใช้ได้เมื่อ: ไม่มีไข้ ไม่มีเลือดในอุจจาระ และอาการเริ่มดีขึ้นแล้ว
ห้ามใช้ยาแก้ท้องเสียถ้า:
- มีไข้สูง
- ถ่ายเป็นเลือดหรือมูก
- ปวดท้องรุนแรง
- เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี
ยาปฏิชีวนะ — เมื่อไหร่ถึงต้องใช้
ไม่ใช้เองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ เพราะ:
- อาหารเป็นพิษส่วนใหญ่เกิดจากไวรัส ยาปฏิชีวนะไม่ได้ผล
- แบคทีเรียบางชนิดหายเองโดยไม่ต้องใช้ยา
- ใช้ยาผิดทำให้เกิดเชื้อดื้อยา
แพทย์จะสั่งยาปฏิชีวนะเมื่อ:
- ตรวจพบเชื้อแบคทีเรียที่ต้องรักษา (Salmonella ในเลือด, Campylobacter รุนแรง)
- ไข้สูงนานเกิน 3 วัน
- ท้องเสียมีเลือดรุนแรง
- ผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันต่ำ






