เมื่อคุณหรือคนในครอบครัวเริ่มมีอาการอาหารเป็นพิษ การให้ปฐมพยาบาลที่ถูกต้องในนาทีแรกจะช่วยบรรเทาอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง การรู้ว่าควรทำอะไร ห้ามทำอะไร และเมื่อไหร่ต้องรีบไปโรงพยาบาล เป็นความรู้สำคัญที่ทุกคนควรมี บทความนี้จะแนะนำขั้นตอนปฐมพยาบาลอาหารเป็นพิษแบบทีละขั้น พร้อมสัญญาณเตือนที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที
ปฐมพยาบาลอาหารเป็นพิษเบื้องต้น: หยุดกินอาหารทันที ดื่มน้ำเกลือแร่ทีละน้อยบ่อยๆ พักผ่อน นอนตะแคงข้าง สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด และรีบโทร 1669 ถ้ามีอาการรุนแรง เช่น อาเจียนเป็นเลือด ท้องเสียมีเลือด ไข้สูงมาก หรือหมดสติ
อ่านเพิ่มเติม: อาหารเป็นพิษสิ่งที่ควรทำทันทีเมื่อสงสัยว่าอาหารเป็นพิษ
ขั้นตอนที่ 1: หยุดกินอาหารทันที
เมื่อเริ่มมีอาการคลื่นไส้ ปวดท้อง หรือรู้สึกไม่สบาย หยุดกินอาหารทันที อย่าบังคับให้ร่างกายรับอาหารเพิ่ม
ทำไมต้องหยุด:
- กระเพาะและลำไส้กำลังอักเสบ การใส่อาหารเพิ่มจะทำให้ระคายมากขึ้น
- ร่างกายต้องการพลังงานไปสู้กับเชื้อโรค ไม่ใช่ย่อยอาหาร
- ลดโอกาสอาเจียนและท้องเสียหนักขึ้น
ระยะเวลา: งดอาหารของแข็ง 4-6 ชั่วโมงแรก หรือจนกว่าอาการคลื่นไส้จะเบาลง
ขั้นตอนที่ 2: ดื่มน้ำเกลือแร่ทีละน้อยบ่อยๆ
น้ำเกลือแร่ (ORS) หรือน้ำเปล่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในปฐมพยาบาลอาหารเป็นพิษ
วิธีดื่มที่ถูกต้อง:
- ดื่มทีละ 2-3 อึกเล็กๆ (ประมาณ 30-50 มล.)
- ดื่มทุก 10-15 นาที อย่างต่อเนื่อง
- ใช้น้ำเกลือแร่ ORS ถ้ามี หรือน้ำเปล่าถ้าหา ORS ไม่ทัน
- เป้าหมาย: ดื่มได้อย่างน้อย 1-2 ลิตรใน 4-6 ชั่วโมงแรก
ถ้าอาเจียนออก:
- รอ 10-15 นาที
- เริ่มดื่มใหม่ ทีละน้อยลงกว่าเดิม (1-2 อึก)
- ค่อยๆ เพิ่มปริมาณเมื่อไม่อาเจียนแล้ว
สำหรับเด็ก:
- อายุต่ำกว่า 1 ปี: ให้ทีละ 1-2 ช้อนชาทุก 5 นาที
- อายุ 1-3 ปี: ให้ทีละ 2-3 ช้อนโต๊ะทุก 10 นาที
- ถ้าเด็กยังกินนมแม่ ให้นมแม่ต่อเนื่อง
ขั้นตอนที่ 3: พักผ่อนในท่าที่เหมาะสม
ท่านอนที่แนะนำ:
- นอนตะแคงข้าง — ป้องกันสำลักถ้าอาเจียนขณะหลับ
- หมอนสูงพอสมควร ยกศีรษะขึ้นเล็กน้อย
- วางถังหรือถุงไว้ข้างๆ กรณีอาเจียนเฉียบพลัน
สิ่งที่ควรทำ:
- พักผ่อนนอนหลับให้มาก เปิดแอร์หรือพัดลมให้เย็นสบาย
- หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวรุนแรง
- แจ้งคนในบ้านให้ช่วยดูแลและสังเกตอาการ
ขั้นตอนที่ 4: สังเกตและบันทึกอาการ
จดบันทึกอาการเหล่านี้:
- เวลาที่เริ่มมีอาการ
- อาหารหรือเครื่องดื่มที่กินล่าสุด (ย้อนหลัง 48 ชั่วโมง)
- อาการที่เกิดขึ้น: อาเจียนกี่ครั้ง ท้องเสียกี่ครั้ง มีไข้หรือไม่
- สีและลักษณะของสิ่งที่อาเจียนหรือถ่ายออกมา (มีเลือดหรือไม่)
ข้อมูลนี้สำคัญมาก ถ้าต้องพบแพทย์ จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยและรักษาได้ถูกต้องเร็วขึ้น
อ่านเพิ่มเติม: วินิจฉัยและรักษาได้ถูกต้องขั้นตอนที่ 5: ประเมินความรุนแรงและตัดสินใจ
กรณีเบา (ดูแลที่บ้านได้):
- อาเจียน 1-2 ครั้ง แล้วหยุด
- ท้องเสีย 2-3 ครั้ง ไม่มีเลือด
- ไม่มีไข้หรือไข้ต่ำกว่า 38°C
- ยังดื่มน้ำได้ ไม่อาเจียนออก
กรณีปานกลาง (ติดตามอาการใกล้ชิด พิจารณาพบแพทย์):
- อาเจียนบ่อย 4-5 ครั้ง แต่ยังดื่มน้ำได้บ้าง
- ท้องเสีย 4-6 ครั้ง
- ไข้ 38-39°C
- อ่อนเพลีย แต่ยังรู้สึกตัวดี
กรณีรุนแรง (รีบไปโรงพยาบาลทันที):
- อาเจียนหรือท้องเสียติดต่อกัน ดื่มน้ำไม่ได้เลย
- มีเลือดในอุจจาระหรือสิ่งที่อาเจียน
- ไข้สูงเกิน 39°C
- สัญญาณขาดน้ำรุนแรง (ไม่ปัสสาวะ ปากแห้งมาก ตาบุ๋ม)
- สับสน พูดไม่ชัด หรือเป็นลม
ขั้นตอนที่ 6: เรียกความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น
โทร 1669 ทันทีถ้า:
- อาเจียนหรือถ่ายเป็นเลือดสด
- ปวดท้องรุนแรงมาก ไม่หาย
- หมดสติ ไม่รู้สึกตัว
- มีอาการทางระบบประสาท (ชา พูดไม่ชัด มองภาพซ้อน)
- หายใจลำบาก แน่นหน้าอก
- อาการเกิดหลังกินเห็ดป่า ปลาพิษ หอยทะเล
ข้อมูลที่ต้องบอกเจ้าหน้าที่:
- อายุผู้ป่วย และโรคประจำตัว (ถ้ามี)
- อาการที่เกิดขึ้น และเริ่มเมื่อไหร่
- อาหารที่สงสัยว่าทำให้เป็นพิษ
- ยาที่กินไปแล้ว (ถ้ามี)






