ท้องผูกเป็นปัญหาที่หลายคนเคยเจอ แต่ถ้าเป็นมานานเกิน 3 เดือนขึ้นไป และรักษาด้วยวิธีปกติแล้วไม่ดีขึ้น นั่นคือสัญญาณว่าอาจไม่ใช่แค่เรื่องของพฤติกรรมการกินหรือการขาดน้ำอีกต่อไป แต่อาจเป็นผลมาจากโรคประจำตัวที่ซ่อนอยู่ หรือความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารที่ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้อง
บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าท้องผูกเรื้อรังคืออะไร มีสาเหตุลึกๆ อะไรบ้าง แตกต่างจาก Functional constipation อย่างไร มีความเสี่ยงอะไรที่ตามมา และควรพบแพทย์เมื่อไหร่
ท้องผูกเรื้อรัง คืออะไร?
ท้องผูกเรื้อรัง (Chronic constipation) หมายถึงภาวะที่มีอาการถ่ายยาก ถ่ายไม่สุด หรือถ่ายน้อยกว่าปกติ โดยอาการดังกล่าวเกิดขึ้นติดต่อกันนานกว่า 3 เดือน และไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการปรับพฤติกรรมทั่วไป เช่น การเพิ่มเส้นใยในอาหารหรือการดื่มน้ำมากขึ้น
เกณฑ์วินิจฉัยตาม Rome IV Criteria จะพิจารณาจากอาการอย่างน้อย 2 ข้อต่อไปนี้ ที่เกิดขึ้นมากกว่า 25% ของการถ่ายอุจจาระ:
- ต้องเบ่งแรงมาก
- อุจจาระแข็งหรือเป็นก้อน
- รู้สึกถ่ายไม่สุด
- รู้สึกว่ามีสิ่งกีดขวางทางทวารหนัก
- ต้องใช้มือช่วยกดหรือจัดท่าทางเพื่อช่วยถ่าย
- ถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์
อาการเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องรบกวน แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในด้านการทำงาน การนอนหลับ และสุขภาพจิต
Functional constipation กับ Secondary constipation ต่างกันอย่างไร?
การแบ่งประเภทของท้องผูกเรื้อรังช่วยให้แพทย์เลือกแนวทางรักษาได้ตรงจุด ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก:
Functional constipation
เป็นท้องผูกที่ไม่พบสาเหตุทางกายภาพหรือโรคประจำตัวที่ชัดเจน มักเกิดจาก:
- การทำงานของกล้ามเนื้อลำไส้ช้าลง (slow transit constipation)
- ความผิดปกติของกล้ามเนื้อพื้นอุ้งเชิงกราน ทำให้ขับถ่ายไม่ออก (dyssynergic defecation)
- ลำไส้ไวต่อสิ่งเร้า ชนิดที่มีอาการท้องผูกเป็นหลัก (IBS-C)
กลุ่มนี้มักมีพฤติกรรมที่เอื้อต่อการเกิดปัญหา เช่น กลั้นถ่ายบ่อย ขาดการออกกำลังกาย หรือความเครียดเรื้อรัง
Secondary constipation
เป็นท้องผูกที่เกิดจากโรคหรือภาวะอื่นๆ ที่ส่งผลต่อระบบขับถ่าย เช่น:
- โรคต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำ (Hypothyroidism): ฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำทำให้การเคลื่อนไหวของลำไส้ช้าลง
- โรคเบาหวาน: น้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังทำลายเส้นประสาทที่ควบคุมลำไส้
- โรคพาร์กินสัน (Parkinson's disease): ระบบประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของลำไส้ถูกรบกวน
- โรคไตเรื้อรัง: สารแคลเซียมและแมกนีเซียมไม่สมดุล ทำให้กล้ามเนื้อลำไส้ทำงานผิดปกติ
- โรคซึมเศร้า: ทั้งจากอาการของโรคและผลข้างเคียงของยาที่ใช้รักษา
- ยาบางชนิด: เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม opioid ยาลดกรด ยารักษาความดันโลหิตสูง ยาต้านฮิสตามีน
การแยกแยะว่าเป็น Functional หรือ Secondary จะช่วยให้การรักษาได้ผลดีขึ้น เพราะหากเป็น Secondary แพทย์จะต้องรักษาโรคต้นเหตุควบคู่ไปด้วย
สาเหตุลึกๆ ของท้องผูกเรื้อรังที่ไม่ใช่แค่พฤติกรรม
หลายคนคิดว่าท้องผูกเกิดจากกินผักน้อย ดื่มน้ำน้อย หรือนั่งนิ่งมากเกินไป ซึ่งเป็นความจริงในระดับหนึ่ง แต่หากปรับพฤติกรรมแล้วไม่ดีขึ้น อาจมีสาเหตุที่ลึกกว่านั้น:
ความผิดปกติของฮอร์โมน
ฮอร์โมนไทรอยด์มีบทบาทสำคัญในการควบคุมอัตราการเผาผลาญและการเคลื่อนไหวของลำไส้ เมื่อระดับฮอร์โมนต่ำเกินไป ทุกอย่างในร่างกายจะทำงานช้าลง รวมถึงระบบขับถ่าย อาการอื่นๆ ที่พบร่วมกัน เช่น อ่อนเพลีย ผมร่วง น้ำหนักขึ้น ผิวแห้ง และหนาวง่าย
ความเสียหายของเส้นประสาท
ในผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ดีนานๆ อาจเกิด diabetic neuropathy ซึ่งทำลายเส้นประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของลำไส้ ส่งผลให้ลำไส้เคลื่อนไหวช้าหรือไม่สม่ำเสมอ
โรคพาร์กินสันก็เป็นอีกโรคหนึ่งที่ส่งผลต่อระบบประสาทอัตโนมัติ ทำให้ลำไส้ทำงานผิดปกติ บางครั้งอาการท้องผูกอาจเกิดก่อนอาการสั่นของมือหลายปี
การอุดตันหรือโครงสร้างผิดปกติของลำไส้
หากมีก้อนเนื้องอก พังผืด (adhesion) จากการผ่าตัดครั้งก่อน หรือลำไส้บิดงอผิดปกติ อาจทำให้อุจจาระไหลผ่านได้ยาก อาการมักจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และมีอาการปวดท้อง ท้องอืด หรือคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย
ผลข้างเคียงจากยา
ยาบางกลุ่มมีผลยับยั้งการเคลื่อนไหวของลำไส้โดยตรง เช่น:
- ยาแก้ปวดกลุ่ม opioid (เช่น morphine, oxycodone)
- ยาต้านอาการซึมเศร้า (Tricyclic antidepressants)
- ยาลดกรดบางชนิดที่มีส่วนผสมของเกลือแคลเซียมหรืออะลูมิเนียม
- ยาขับปัสสาวะบางชนิด
หากเริ่มมีอาการท้องผูกหลังเริ่มใช้ยาใหม่ ควรแจ้งแพทย์เพื่อพิจารณาเปลี่ยนยาหรือปรับขนาด
ความเสี่ยงที่ตามมาจากท้องผูกเรื้อรัง
การปล่อยให้ท้องผูกเป็นไปนานๆ โดยไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนหลายอย่าง:
ริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids)
การเบ่งแรงบ่อยๆ ทำให้เส้นเลือดบริเวณทวารหนักขยายตัวและบวม ก่อให้เกิดเลือดออกตอนถ่ายอุจจาระ คัน หรือปวดร้าว
ทวารหนักแยก (Anal fissure)
อุจจาระแข็งมากอาจทำให้เยื่อบุบริเวณทวารหนักฉีกขาด ก่อให้เกิดแผลเล็กๆ ที่ทำให้เจ็บปวดรุนแรงขณะถ่าย และอาจมีเลือดออกเล็กน้อย
ลำไส้ตกทวาร (Rectal prolapse)
หากเบ่งแรงมากเป็นประจำ กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อพยุงบริเวณทวารหนักอาจอ่อนแรงลง จนทำให้ลำไส้ส่วนปลายยื่นออกมานอกทวาร
อุจจาระคั่ง (Fecal impaction)
อุจจาระสะสมแข็งตัวในลำไส้จนกลายเป็นก้อนใหญ่ที่ขับออกไม่ได้ อาจทำให้เกิดอาการปวดท้องรุนแรง ถ่ายไม่ออก และอาจมีของเหลวรั่วซึมออกมารอบๆ ก้อนอุจจาระ ซึ่งบางครั้งทำให้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นท้องเสีย
ลำไส้อุดตัน
ในกรณีที่รุนแรงมาก อุจจาระที่แข็งและคั่งอยู่นานอาจทำให้ลำไส้ใหญ่พองขยายตัวมากเกินไปจนไม่สามารถบีบตัวได้อีกต่อไป (megacolon) หรือเกิดการอุดตันสมบูรณ์ ต้องเข้ารับการผ่าตัดฉุกเฉิน
ความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่
แม้ว่าการศึกษาจะยังไม่สรุปชัดเจนว่าท้องผูกเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้โดยตรงหรือไม่ แต่หากท้องผูกเกิดจากก้อนเนื้อในลำไส้หรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ การตรวจคัดกรองจะช่วยให้พบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
การตรวจวินิจฉัยท้องผูกเรื้อรัง
เมื่อมีอาการท้องผูกมานานกว่า 3 เดือน และไม่ดีขึ้นแม้จะปรับพฤติกรรมแล้ว แพทย์จะทำการตรวจเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ซึ่งอาจรวมถึง:
การซักประวัติและตรวจร่างกาย
แพทย์จะถามเกี่ยวกับความถี่ในการถ่าย ลักษณะของอุจจาระ ประวัติการใช้ยา โรคประจำตัว อาการอื่นๆ ที่มีร่วม และตรวจหน้าท้องและทวารหนักเพื่อดูสัญญาณผิดปกติ
การตรวจเลือด
ใช้ตรวจหาภาวะโรคที่อาจเป็นสาเหตุ เช่น:
- TSH และ T4 สำหรับตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์
- HbA1c หรือน้ำตาลในเลือดสำหรับคัดกรองโรคเบาหวาน
- Electrolytes (แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม) ซึ่งมีผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อลำไส้
กล้องส่องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy)
เป็นการตรวจมาตรฐานทองคำสำหรับผู้ที่มีอาการท้องผูกเรื้อรังโดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป หรือมีอาการเตือนอันตราย เช่น มีเลือดในอุจจาระ น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้
การตรวจนี้สามารถดูผนังลำไส้ใหญ่ตลอดทั้งเส้น ตรวจหาก้อนเนื้อ พังผืด การอักเสบ หรือความผิดปกติอื่นๆ ที่อาจเป็นสาเหตุของท้องผูก
การทดสอบพิเศษอื่นๆ
หากจำเป็น แพทย์อาจสั่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อลำไส้และทวารหนัก:
- การวัดความดันและการทำงานของกล้ามเนื้อทวารหนัก (Anorectal manometry): ดูว่ากล้ามเนื้อสามารถผ่อนคลายได้ปกติหรือไม่
- การทดสอบการขับถ่ายด้วยบอลลูน (Balloon expulsion test): ทดสอบความสามารถในการขับถ่ายบอลลูนขนาดเล็กออกจากทวารหนัก
- การติดตามความเร็วในการเคลื่อนที่ของลำไส้ (Colonic transit study): ใช้แคปซูลหรือสารทึบรังสีติดตามความเร็วในการเคลื่อนไหวของอาหารในลำไส้
- การถ่ายภาพรังสีขณะขับถ่าย (Defecography): ดูการทำงานของกล้ามเนื้อพื้นอุ้งเชิงกรานขณะมีการขับถ่าย
แนวทางการรักษาท้องผูกเรื้อรัง
การรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่พบ และอาจใช้วิธีการหลายอย่างร่วมกัน:
การรักษาโรคต้นเหตุ
หากพบว่าเป็น Secondary constipation จะต้องรักษาโรคประจำตัวควบคู่ไปด้วย เช่น:
- รับประทานฮอร์โมนไทรอยด์ทดแทนในผู้ป่วยไทรอยด์ต่ำ
- ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวาน
- เปลี่ยนหรือปรับยาที่ทำให้เกิดท้องผูก
ยาระบาย (Laxatives)
มีหลายประเภทที่แพทย์อาจพิจารณาใช้:
- ยาดึงน้ำเข้าลำไส้ (Osmotic laxatives) เช่น Polyethylene glycol (PEG), Lactulose ช่วยดึงน้ำเข้าลำไส้ทำให้อุจจาระอ่อนขึ้น
- ยากระตุ้นลำไส้ (Stimulant laxatives) เช่น Bisacodyl, Senna กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้
- ยาทำให้อุจจาระอ่อน (Stool softeners) เช่น Docusate ช่วยให้อุจจาระอ่อนลง
- ยาเพิ่มการเคลื่อนไหวของลำไส้ (Prokinetic agents) เช่น Prucalopride เพิ่มการเคลื่อนไหวของลำไส้
ยาแต่ละชนิดมีข้อบ่งใช้และผลข้างเคียงแตกต่างกัน ต้องใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์
กายภาพบำบัดสำหรับพื้นอุ้งเชิงกราน (Pelvic floor physical therapy)
ในกรณีที่มีความผิดปกติของกล้ามเนื้อพื้นอุ้งเชิงกราน (dyssynergic defecation) นักกายภาพบำบัดสามารถสอนเทคนิคการคลายกล้ามเนื้อและท่าทางที่ช่วยให้ถ่ายง่ายขึ้น
การฝึกควบคุมกล้ามเนื้อด้วยข้อมูลป้อนกลับ (Biofeedback therapy)
เป็นการฝึกให้ผู้ป่วยเรียนรู้การควบคุมกล้ามเนื้อทวารหนักและพื้นอุ้งเชิงกรานด้วยการใช้เครื่องมือวัดความดันและให้ข้อมูลป้อนกลับแบบทันที การศึกษาพบว่า Biofeedback มีประสิทธิภาพสูงในผู้ป่วยที่มีปัญหาการประสานงานของกล้ามเนื้อ
การผ่าตัด
ใช้เฉพาะกรณีที่รุนแรงและไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีอื่น เช่น:
- การผ่าตัดตัดลำไส้ใหญ่บางส่วนในผู้ป่วยที่มีลำไส้ใหญ่ทำงานช้ามาก
- การผ่าตัดแก้ไข Rectal prolapse หรือ Rectocele (กระเพาะปัสสาวะหรือลำไส้นูนเข้ามาในผนังช่องคลอด)
เมื่อไหร่ที่ต้องพบแพทย์
ท้องผูกทั่วไปสามารถดูแลเองได้ด้วยการปรับพฤติกรรม แต่ควรพบแพทย์ทันทีหากมีอาการต่อไปนี้:
- ท้องผูกมานานกว่า 3 เดือน และไม่ดีขึ้นแม้จะปรับพฤติกรรมแล้ว
- มีเลือดออกในอุจจาระ หรือถ่ายเป็นเลือดดำ
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ปวดท้องรุนแรงหรือท้องอืดมาก
- มีไข้ ถ่ายเป็นเลือด หรืออาเจียนรุนแรง
- อายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไปและยังไม่เคยตรวจ Colonoscopy มาก่อน
- มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือลำไส้ตรง
อาการเหล่านี้อาจบ่งชี้ถึงภาวะร้ายแรงที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
สรุป
ท้องผูกเรื้อรังไม่ใช่แค่เรื่องของการกินผักน้อยหรือดื่มน้ำน้อย หากอาการเกิดขึ้นนานกว่า 3 เดือนและไม่ดีขึ้นแม้จะปรับพฤติกรรมแล้ว อาจเป็นสัญญาณของโรคประจำตัว เช่น ไทรอยด์ต่ำ เบาหวาน หรือความผิดปกติของกล้ามเนื้อพื้นอุ้งเชิงกราน
การรักษาที่ได้ผลต้องเริ่มจากการหาสาเหตุที่แท้จริงผ่านการตรวจวินิจฉัยที่เหมาะสม เช่น การตรวจเลือด Colonoscopy หรือการทดสอบการทำงานของกล้ามเนื้อทวารหนัก จากนั้นจึงเลือกใช้การรักษาแบบหลากหลายวิธีร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการรักษาโรคต้นเหตุ การใช้ยาระบาย การฝึกกายภาพบำบัด หรือ Biofeedback ตามความเหมาะสม
หากมีอาการเตือนอันตราย เช่น มีเลือดในอุจจาระ น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือปวดท้องรุนแรง ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจและรักษาโดยเร็ว
FAQ — คำถามที่พบบ่อย
Q: ท้องผูกเรื้อรังคืออะไร?
A: ท้องผูกเรื้อรังคือภาวะที่มีอาการถ่ายยาก ถ่ายไม่สุด หรือถ่ายน้อยกว่าปกติเกิดขึ้นติดต่อกันนานกว่า 3 เดือน โดยไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการปรับพฤติกรรมทั่วไป เช่น การเพิ่มเส้นใยหรือดื่มน้ำมากขึ้น
Q: Functional constipation กับ Secondary constipation ต่างกันอย่างไร?
A: Functional constipation คือท้องผูกที่ไม่พบสาเหตุทางกายภาพหรือโรคประจำตัวที่ชัดเจน มักเกิดจากการทำงานของกล้ามเนื้อลำไส้หรือพื้นอุ้งเชิงกรานผิดปกติ ส่วน Secondary constipation คือท้องผูกที่เกิดจากโรคอื่นๆ เช่น ไทรอยด์ต่ำ เบาหวาน พาร์กินสัน หรือผลข้างเคียงจากยา
Q: สาเหตุของท้องผูกเรื้อรังนอกเหนือจากพฤติกรรมมีอะไรบ้าง?
A: สาเหตุลึกๆ ได้แก่ โรคต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำ โรคเบาหวานที่ทำลายเส้นประสาท โรคพาร์กินสัน ความผิดปกติของโครงสร้างลำไส้ เช่น ก้อนเนื้อหรือพังผืด และผลข้างเคียงจากยา เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม opioid หรือยาลดกรด
Q: ท้องผูกเรื้อรังมีความเสี่ยงอะไรบ้าง?
A: ความเสี่ยงที่ตามมา ได้แก่ ริดสีดวงทวาร ทวารหนักแยก ลำไส้ตกทวาร อุจจาระคั่ง ลำไส้อุดตัน และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้หากมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ร่วมด้วย
Q: แพทย์ใช้วิธีอะไรในการตรวจวินิจฉัยท้องผูกเรื้อรัง?
A: แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกาย ตามด้วยการตรวจเลือดเพื่อหาโรคประจำตัว เช่น ตรวจ TSH สำหรับไทรอยด์และ HbA1c สำหรับเบาหวาน การตรวจกล้องส่องลำไส้ใหญ่เพื่อดูผนังลำไส้และหาก้อนเนื้อ และการทดสอบพิเศษเพื่อประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อทวารหนักและพื้นอุ้งเชิงกราน
Q: ท้องผูกเรื้อรังรักษาอย่างไร?
A: การรักษาประกอบด้วยหลายแนวทาง เริ่มจากการรักษาโรคต้นเหตุหากเป็น Secondary constipation ใช้ยาระบายตามความเหมาะสม เช่น ยาดึงน้ำเข้าลำไส้หรือยากระตุ้นลำไส้ ฝึกกายภาพบำบัดสำหรับกล้ามเนื้อพื้นอุ้งเชิงกราน และใช้ Biofeedback therapy เพื่อฝึกการประสานงานของกล้ามเนื้อ ส่วนการผ่าตัดใช้เฉพาะกรณีรุนแรงที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่น
Q: เมื่อไหร่ที่ต้องพบแพทย์?
A: ควรพบแพทย์หากท้องผูกมานานกว่า 3 เดือนและไม่ดีขึ้นแม้ปรับพฤติกรรม มีเลือดในอุจจาระ น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ปวดท้องรุนแรง อายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไปและยังไม่เคยตรวจกล้องส่องลำไส้ใหญ่ หรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้
References
- Mayo Clinic. Chronic Constipation: Symptoms and Causes. mayoclinic.org
- National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases (NIDDK). Constipation: When to See a Doctor. niddk.nih.gov
- American College of Gastroenterology. Chronic Constipation Management. gi.org
- Cleveland Clinic. Chronic Constipation: Causes and Treatment. clevelandclinic.org
- Johns Hopkins Medicine. When Constipation Becomes Chronic. hopkinsmedicine.org
- Harvard Health Publishing. Chronic Constipation: What You Should Know. health.harvard.edu






